อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์
(The Convention on International Trade in Endangered Spcies of Wild Fauna and Flora) CITES

ความเป็นมาและสถานะ

ปี ค.ศ. 1973 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดประชุมเพื่อร่างอนุสัญญาไซเตส หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า อนุสัญญาวอชิงตัน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี มีมาตราทั้งสิ้น 25 มาตรา มีผลบังคับใช้เมื่อเดือน ก.ค. 1975 โดยมีสำนักเลขาธิการไซเตส (เมืองเจนิวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์) ทำหน้าที่บริหารอนุสัญญาฯ ใช้เงินกองทุนไซเตสที่ประเทศภาคีจะต้องจ่ายเป็นรายปี เป็นค่าใช้จ่ายบริหารงานประเทศไทยให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 1983 (พ.ศ. 2526) ปัจจุบันมีประเทศที่ให้สัตยาบันรวม 46 ประเทศ

ท่าทีของประเทศไทยและการดำเนินการ

หลังจากให้สัตยาบันประเทศไทยยังคงมีการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ขัดกับอนุสัญญาฯ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายหรือนโยบายใดๆ รองรับจนถูกพิจารณาลงโทษจากกลุ่มภาคีด้วยห้ามทำการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์กับไทย เมื่อ เม.ย. 2534 ไทยจึงได้ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง พ.ร.บ. และได้กำหนดนโยบาย มาตราการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ สำนักเลขาธิการไซเตสจึงยกเลิกการสั่งห้ามทำการค้าสัตว์ป่าและผลิตภัณฑ์กับประเทศไทยเมื่อ เม.ย. 2535

องค์กรที่เกี่ยวข้อง

- คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ
ประธาน : รมต.กษ.
เลขานุการ : อธิบดีกรมป่าไม้
- คณะกรรมการพันธุ์พืช
ประธาน : ปลัด กษ.
เลขานุการ : ผู้อำนวยการกองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร
- คณะกรรมการไซเตสประจำประเทศไทยแต่งตั้งโดย กษ.
(กรมป่าไม้รับผิดชอบสัตว์ป่า กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบพืชป่ากรมประมงรับผิดชอบสัตว์น้ำ)

พันธกรณีที่สำคัญ และโครงการ/กิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

 

พันธกรณีที่สำคัญ

โครงการ/กิจกรรมสำคัญ ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว

1.

ภาคีต้องจัดตั้งคณะงานทำงานฝ่ายปฏิบัติการและคณะทำงาน ฝ่ายวิทยาการประจำประเทศเพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่า พืชป่า
- แต่งตั้งคณะกรรมการไซเตสประจำประเทศไทย
-
    แต่งตั้งคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ
    - แต่งตั้งคณะกรรมการพันธุ์พืช
    2. ภาคีต้องมีมาตรการในการบังคับใช้อนุสัญญามิให้มีการค้าสัตว์ป่าพืชป่า ผิดระเบียบอนุสัญญาฯ โดยมีมาตรการลงโทษผู้ค้า ผู้ครอบครองริบของกลาง และส่งของกลางกลับแหล่งกำเนิดกรณีทราบถิ่นกำเนิด
    - ตรา พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535
    - ตรา พ.ร.บ. พันธุ์พืช (ฉบับที่ 2) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติผ่านเป็นกฎหมายเมื่อ วันที่13 มีนาคม 2535
    3. ภาคีต้องตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า พืชป่าระหว่างประเทศเพื่อควบคุม และตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า พืชป่าและการขนส่งที่ปลอดภัยตามระเบียบอนุสัญญาฯ
    - จัดตั้งด่านตรวจสัตว์ป่าและกำหนดเขต ด่าน ตรวจสัตว์ป่าในท้องที่จังหวัดต่างๆ 10 ด่าน (กรมป่าไม้)
    - มอบหมายให้ด้านกักกันสัตว์น้ำ ทำหน้าที่ ตรวจสอบการนำเข้าสัตว์น้ำในอนุสัญญา 6 ด่าน (กรมประมง)
    - ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชที่ปฏิบัติ ด่านตรวจพืชตามประกาศ กษ. เรื่อง กำหนดด่านตรวจพืชจำนวน 26 ด่าน ทั่วประเทศ (กรมวิชาการเกษตร)
    4. ภาคีต้องจัดส่งรายงานประจำปีเกี่ยวกับสถิติการค้าสัตว์ป่า พืชป่าของประเทศตนแก่สำนักเลขาธิการไซเตส
    - คณะกรรมการไซเตสประจำประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดส่งรายงานเป็นประจำทุกปี
    5. ภาคีมีสิทธิเสนอเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ในบัญชี Appendix I-II-III ให้ประเทศภาคีร่วมพิจารณา
     


    ระบบการควบคุมของไซเตส

    การค้าสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ ระหว่างประเทศ จะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต (permit)
    ซึ่งหมายถึงว่า สัตว์ป่าและพืชป่าที่ อนุสัญญาควบคุม จะต้องมีใบอนุญาตในการ :

    • นำเข้า (import)
    • ส่งออก (export)
    • นำผ่าน (transit)
    • ส่งกลับออกไป (re-export)

    ชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่อนุสัญญาควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1, 2.3 ของอนุสัญญาโดยได้กำหนดหลักการไว้ว่า :

    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 : เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาดเนื่องจากใกล้จะ สูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย หรือเพาะพันธุ์ ซึ่งก็ต้องได้รับความยินยอมจากประเทศที่จะนำเข้าเสียก่อน ประเทศส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกได้ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้นๆ ด้วย ตัวอย่างของไทย เช่น กระทิง จระเข้น้ำจืด จระเข้น้ำเค็ม ช้างเอเซีย เสือโคร่ง แรด หมีควาย สมเสร็จ เต่าหลายชนิด นกหลายชนิดกล้วยไม้หายากบางชนิด ฯลฯ ตัวอย่างทั่วไป เช่น อุรังอุตัง กอริลล่า หมีแพนด้ายักษ์ วาฬยักษ์ เสือชีต้าร์ เสือดาว เสือโคร่ง เต่าทะเล นกกะเรียน ฯลฯ

    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 : เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์ จึงยังอนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้จะสูญพันธุ์โดยประเทศที่จะส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่าการส่งแต่ละครั้ง จะไม่กระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นๆ ในธรรมชาติตัวอย่าง เช่น ค้างคาวแม่ไก่ทุกชนิด ลิง ค่าง นกหลายชนิด ชะมด นาก โลมา งูหลายชนิด พืชประเภทหม้อข้าวหม้อแกงลิง ฯลฯ

    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 3 : เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้ว ขอความร่วมมือประเทศภาคีสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศถิ่นกำเนิด เช่น ควาย (เนปาล) นกขุนทอง (ไทย) นกกระทาดง (มาเลเซีย) ฯลฯ