ไหม (silkworm) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Bombyx mori อยู่ในวงศ์ Bombycidae
ไหมเป็นแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบสมบูรณ์ (Completely metamorphosis
insect) แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และผีเสื้อ
มีเพียงระยะตัวหนอนเท่านั้นที่กินอาหาร ซึ่งจะนำสารชนิดต่าง ๆ
จากใบหม่อนไปสร้างความเจริญเติบโต โดยผ่านการย่อยและดูดซึมเป็นปริมาณ 1 ใน 3
ของสารอาหารทั้งหมด ครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่ดูดซึมจากใบหม่อนจะถูกนำไปใช้ผลิตสารไหม
เมื่อถึงวัย 5 วันแรกต่อมไหม (silk gland) จะหนักเพียง 6.36% ของนำหนักตัวไหม
เมื่อไหมสุกก่อนเข้าทำรัง ต่อมไหมจะหนักถึง 41.97% จะเห็นว่าปลายวัยที่ 5
สารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนเกือบทั้งหมดถูกเปลี่ยนไปเป็นสารที่ใช้ชักใยทำรังหรือเส้นไหมนั่นเอง
และเป็นเส้นใยที่มีคุณค่ามหาศาล หาที่เปรียบมิได้
หลังจากที่มีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ไหมมากกว่า 2,000 ปี
ทำให้หนอนไหมและผีเสื้อสูญเสียคุณลักษณะเดิมไปหมดแล้ว
ทำให้การเลี้ยงและการจัดการสะดวกสบายขึ้นทุกวันนี้ เส้นไหม
นอกจากจะใช้เป็นแพรภัณฑ์แล้ว ยังนำไปประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้มากมายหลายอย่าง
เช่นเดียวกับหนอนไหมและดักแด้อีกด้วย
|
1.
สิ่งทอ ไหมเป็นสิ่งทอที่ล้ำค่ามากกว่าสิ่งทออื่น ๆ จนได้รับสมญานามว่า
ราชินีแห่งเส้นใย แม้ไหมจะมีข้อเสียคือ ยืดหยุ่นได้น้อย ยับง่ายซักยาก
แต่ข้อเสียเหล่านี้ก็ได้กำจัดหรือทำให้ลดน้อยลงไป
โดยการใช้สารเคมีหลายชนิดในกระบวนการผลิตเพื่อทำให้ผ้าไหมซักง่ายขึ้น
ลดการยับและลดการทำให้ผ้าเหลืองลงได้
ยังมีการพัฒนาเส้นไหมดิบให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยการตีเกลียวเส้นไหม
ในทิศทางกลับกันและถี่ขึ้น
ใช้เส้นใยที่มีขนาดใหญ่เส้นใยชนิดนี้จะมีคุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์ดี
กำจัดข้อเสียต่าง ๆ ออกได้ด้วยความเป็นเส้นใยที่ได้จากสัตว์
ไหมจึงได้เปรียบเหนือกว่าฝ้าย ไหมมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมในการระบายอากาศ
ดูดซับความร้อน
ทำให้ร่างกายสบายมีการดูดซับน้ำและระบายความชื้นได้ดีสามารถดูดซับน้ำได้มากกว่าฝ้าย
1.5 เท่า แต่ระบายความชื้นได้เร็วกว่า 50% และดูดซับความร้อนไว้ที่เนื้อผ้าได้
สูงกว่า 13-21% ปกติอุณหภูมิของร่างกายบริเวณเต้านม และต้นขาประมาณ 33.3-34.2
องศาเซลเซีย การสวมใส่ชุดผ้าไหมจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายบริเวณดังกล่าวลดลงเหลือ
31-33 องศาเซลเซียส
ดังนั้นจึงทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกอบอุ่นในฤดูหนาวแต่จะเย็นสบายในฤดูร้อนไม่เหนียวเหนอหนะเวลาสวมใส่ผ้าไหม
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประเทศญี่ปุ่นที่มีอากาศร้อนและอากาศหนาวในช่วง 1 ปี
จึงพัฒนาชุดชั้นในที่ทำด้วยเส้นใยไหมดึงดูดความสนใจได้มากกว่าเส้นใยสังเคราะห์อื่น
ๆ นอกจากจะใช้ผ้าไหมเป็นเครื่องนุ่งห่มแล้ว ยังเป็นผ้าม่าน
ผ้าหุ้มชุดเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ในอดีตถุงน่องสตรี ทำจากไหมเพียงอย่างเดียว
ภายหลังใยสังเคราะห์ไนล่อนเข้ามาทดแทนไหมได้เกือบสมบูรณ์
เนื่องจากมีความเหนียวและทนทานยืดหยุ่นดีและราคาถูก
แต่ไหมยังดีกว่าไนล่อนอยู่มากในด้านการสัมผัสการดูดซับความร้อนและระบายอากาศ
จึงได้มีการพัฒนาเส้นไหมผสม (hybrid silk) เพื่อรวมคุณสมบัติที่ดีของเส้นใยทั้ง 2
ชนิดไว้ด้วยกัน |
2. เครื่องสำอาง silk fibroin
เป็นเลิศแห่งมอยซ์เจอไรเซอร์ ที่สามารถให้ความชุ่มชื้นสูงถึง 300
เท่าของน้ำหนัก เป็นโปรตีนสกัดจากไหมที่ผสานเป็นเหนึ่งเดียวกับผิวหนัง
ด้วยกระบวนการทางชีวเคมีดุจเดียวกับธรรมชาติผิว นับเป็นสรรพคุณของไหม
ที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งที่ผลิตครีมบำรุงความชื้นผิวจากโปรตีนไหมกล่าวถึง
ไหมนอกจากจะครองความเป็นเลิศในเรื่องของเส้นใยแล้วยังเป็นวัสดุที่มีคุณค่าเมื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาพัฒนา
เนื่องจากเส้นใยไหม ส่วนใหญ่ (90%)
เป็นโปรตีนที่มีความใกล้เคียงกับโปรตีนที่พบในร่างกายมนุษย์ซึ่งยากยิ่งที่สารสังเคราะห์อื่นใดจะทำได้เสมอเหมือน
โปรตีนจากเส้นไหมประกอบด้วย fibroin และ sericin แต่เซริซิน
จะถูกความร้อนชะล้างออกไปเมื่อต้มรังในการสาวไหมเพราะเป็นกาวเหนียว
มีเพียงไฟโบรอินที่ใช้ทำเป็นเส้นใย ดังนั้น
งานวิจัยจึงมุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากไฟโบรอิน เมื่อ 60 ปีก่อน
บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น
ได้นำไฟโบรอินมาหลอมให้อยู่ในรูปของสารละลายก่อนที่จะทำเป็นผงและครีม
ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
อันดับแรกที่ทำจากไหมโดยใช้เป็นเครื่องแต่งหน้าให้กับผู้แสดงละครคาบูกิ
ที่จำเป็นต้องพอกหน้าด้วยเครื่องสำอางอย่างมาก ทำให้ผู้แสดงรู้สึกสบายผิวมากขึ้น
นอกจากนั้นเมื่อต้องแสดงกลางแจ้งก็สามารถป้องกันอันตรายจากแสงอุลตราไวโอเลท (UV
light) และที่สำคัญเครื่องสำอางชนิดนี้เข้ากับผิวหน้าได้ดีกว่าชนิดอื่น
ต่อมาบริษัทได้ผลิต silk polymer ที่ทำจากเซริซิน
เพื่อใช้ในวงการเสริมสวยโดยมีสรรพคุณในการป้องกันเส้นผมเสีย
ในขณะตกแต่งหรือเปลี่ยนทรงผม ปัจจุบันครีมรองพื้น ครีมแต่งหน้า
และครีมทำความสะอาด จะมีโปรตีนจากไหมเป็นส่วนผสม
ญี่ปุ่นประเทศเดียว มีการใช้ไหมทำเครื่องสำอางถึงปีละ 5-6 ตัน
และเป็นที่น่ายินดีที่มีบริษัทของไทยได้ผลิตเครื่องสำอาง สบู่เหลว
แชมพูและน้ำยาซักผ้าไหม
ที่มีโปรตีนจากเส้นใยไหมเป็นส่วนผสมออกจำหน่ายแล้ว
|
3.
การแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าไหมใช้เป็นเส้นด้ายในการเย็บแผลผ่าตัด
นอกจากเหนียวและทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์แล้ว
ยังเข้ากับเนื้อเยื่อมนุษย์ได้ดี
คุณสมบัติของไหมเหล่านี้จึงเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมากในการที่จะหลอมเส้นไหมแล้วทำให้เป็นแผ่นหรือเป็นหลอดก่อนที่จะเป็นผิวหนังเทียม
ต่อเส้นเลือดเทียม คอนแท็กเลนซ์ แม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะทำได้ด้วยพลาสติก
แต่ก็ถูกต่อต้านจากร่างการสูง
ได้มีความพยายามที่จะผลิตสารดูดซับ (absorbant polymers) และสารช่วยย่อย (silk
peptides) ที่จะใช้ทางการแพทย์และการอาหารจากสารละลายไฟโบรอิน เมื่อเร็ว ๆ นี้
พบว่ากรดอมิโนที่พบในไฟโบรอินคือ glycine จะช่วยให้คอเลสเตอรอล
และระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และ alanine จะช่วยตับทำงาน เช่น
ช่วยให้อาการเมาค้างกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน serine
จะกระตุ้นทำงานของสมองในผู้สูงอายุ ไฟโบรอินจากไหมยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น
biosensors เพื่อตรวจจับ antibodies
ซึ่งใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งและโรคเอดส์ได้
ไหมได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับการขนานนามอีกอย่างหนึ่งว่า
เส้นใยสุขภาพ (health fiber)
|
4. สารป้องกันกำจัดแมลง
ในสหรัฐอเมริกาได้มีการสกัดสารจากเชื้อ Bacillus thuringiensis
ที่แยกได้จากหนอนไหม นำไปใช้เป็นสารกำจัดแมลง (microbial insecticide) เชื้อรา
(filamentous fungi) ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อหนอนไหม พบว่าสามารถทำลายด้วงหนวดยาว
จึงมีการผลิตเชื้อราชนิดนี้จากหนอนไหม เพื่อใช้กำจัดด้วงเจาะลำต้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้ฮอร์โมนบางชนิดจากหนอนไหมควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง
ใช้หนอนไหมเป็นอาหารของจุลินทรีย์หลาย ๆ
ชนิดที่สามารถใช้กำจัดแมลงได้การปลูกเชื้อไวรัสที่เจือจางในหนอนไหมสามารถใช้เป็นวัคซีนป้องกันโรคของสัตว์ได้
ตลอดจนมีการศึกษาการเลี้ยงเชื้อไวรัส และจุลินทรีย์
ที่สามารถนำมาผลิตเป็นยารักษาโรคและสารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ
ใช้หนอนไหมเป็นอาหารของไส้เดือนฝอยในการขยายพันธุ์เพื่อใช้กำกัดแมลงศัตรูพืชบางชนิด
|
5. สบู่และเทียนไข ไขจากดักแด้ไหมสามารถนำมาผลิตเป็นสบู่และเทียนไขที่มีคุณภาพสูง
ญี่ปุ่นและอิตาลีเป็นประเทศที่ผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูงจากไขดักแด้ไหมมากเป็นอันดับ
1 และ 2 ไขมันที่สกัดได้เมื่อนำไปผ่านกระบวนการเพิ่มไฮโดรเจน(hydrogenation )
จะได้ไขสีขาว (white oil ) คือ stearic acid (CH3) (CH2) 16 COOH
ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตสบู่และเทียนไขคุณภาพสูงและมีการนำไปทำผงซักฟอก
ไฟโบรอินจากไหม ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตผงซักฟอก ที่มีประสิทธิภาพสูง
เนื่องจากสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งสกปรกได้ดี
เพราะมีส่วนช่วยกระตุ้นปฏิกริยาทางเคมี
|
6. ดอกไม้
รังไหมที่ผ่ารังเอาดักแด้ออกแล้ว สามารถนำมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ได้หลากชนิด เช่น
ดอกทิวลิป ดอกบัว ดอกเฟื่องฟ้า ดอกทานตะวัน ดอกเยอเบร่า ดอกกุหลาบ
หรือประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก หนู ฯลฯ ใช้ประดับในอาคาร ในรถยนต์
นอกจากจะสวยงามแล้วยังสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นทั่วไปอีกด้วย |
7.
อาหารมนุษย์ มนุษย์รู้จักบริโภคดักแด้จากหนอนไหมมาตั้งแต่เมื่อไร ไม่ปรากฏ
แต่ชาวไทยที่เคยเลี้ยงไหม หรือสาวไหม
ล้วนแล้วแต่รู้จักการบริโภคดักแด้ที่อยู่ในรังไหมเป็นอย่างดี
เมื่อต้มรังไหมและสาวไหมจนหมดเส้นใย
ก็มักจะลอกเปลือกรังชั้นในนำดักแด้ที่สุกแล้วมาบริโภค
หรือนำไปคั่วก็อร่อยไปอีกแบบหนึ่งหรือนำไปปรุงอาหารชนิดอื่นก็ได้ เช่น
ทอดกับไข่ผัดใบกระเพรา
ตลาดในภาคอีสานจะมีดักแด้ไหมขายตามฤดูกาลเลี้ยงราคากิโลกรัมละ 40-80 บาท
ชาวญี่ปุ่นก็บริโภคดักแด้ไหมที่ปรุงแล้วเช่นเดียวกับชาวจีน เกาหลี อินเดีย และพม่า
แถมยังมีจำหน่วยในซูเปอร์มาเก็ตบางแห่งอีกด้วย
มีบริษัทอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ ดักแด้กระป๋อง
ไปจำหน่ายยังประเทศเกาหลี เนื่องจากมีความต้องการสูง
เพราะดักแด้ไหมมีโปรตีนและเกลือแร่หลายชนิด มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าปลาและสัตว์ต่าง
ๆ ยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 และ บี 2 ดักแด้แห้งจะมีโปรตีนสูงถึง
48.98% |
8. อาหารสัตว์
ดักแด้ไหมสดหรือดักแด้ไหมแห้ง สามารถนำไปเลี้ยงปลาและสัตว์อื่นได้อีกหลายชนิดเช่น
สัตว์ปีก และปศุสัตว์ กำลังมีการมองหาแหล่งโปรตีนใหม่ ๆ
ทดแทนการใช้ปลาป่นที่นับวันจะหายากและมีราคาแพงขึ้นทุกขณะ
ดักแด้ไหมป่นเป็นทางเลือกหนึ่งของการนำไปใช้ทดแทนปลาป่น
ดักแด้ไหมที่สกัดไขมันแล้วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพสูง กากดักแด้ไหม (cake)
ที่เหลือจากการนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมการทำสบู่และเทียนไขแล้ว
สามารถนำไปเป็นอาหารของปลาและสัตว์ปีกได้ มูลไหม จะมีไนโตรเจนเหลืออยู่ประมาณ 3.06%
สามารถที่นำไปเป็นอาหารเสริมของปลาร่วมกับเศษใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหมได้
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากนัก
คาดว่าจะได้รับข่าวดีในการใช้ดักแด้ไหมไปเลี้ยงสัตว์ในเร็ววันนี้ |
9.
ทดแทนนุ่น ปุยไหมชั้นนอกไม่สามารถจะนำไปสาวเป็นเส้นได้
เดิมจะมีการลอกปุยไหมชั้นนอกทิ้งไปก่อนนำรังไปต้มเพื่อสาวเป็นเส้นไหมต่อไป
หรือรังเสียที่ไม่สามารถเข้าเครื่องสาวได้ จะนำไปต้มแล้วดึงเส้นใยไหมออกมาเป็นแผ่น
โดยสถาบันวิจัยหม่อนไหมเซนเจียง (Zhenjiang Dongfang Silkworm Egg Development
Company of Sericultural Research Institute of the Chinese Academy of
Agricultural Sciences) ได้คิดค้นการใช้ประโยชน์จากปุยไหมด้วยการผลิต floss silk
waddes quilt ผลิตภัณฑ์เหล่านี้บริษัทเอกชนในประเทศไทยก็มีการผลิตออกจำหน่ายแล้ว
รวมทั้งเครื่องนอนต่าง ๆ เช่น ผ้าห่ม หมอนข้าง และหมอน เป็นต้น
นับว่าเศษวัสดุเหลือใช้จากรังไหมได้ถูกพัฒนานำมาใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งแล้ว
นอกจากนั้น
นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษาต่อไปในการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้
คือเส้นไหมที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ได้แล้วไปบดเป็นผงไหม
เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังนี้ คือ
- วัสดุที่ให้ความรู้สึกที่ดีในการสัมผัส
โดยการใช้ผงไหมผสมสีแล้วฉีดพ่นบนวัสดุ เพื่อให้เกิดความนุ่มมือและดูดซับความชื้น
ไม่เหนียวเหนอะหนะ เช่น ปากกา
- ฟิล์ม เคลือบรักษาความสดในอุตสาหกรรมประมง
โดยทำการเปรียบเทียบกับสารต่าง ๆ เช่น สารโพลีเม่อร์ ฝ้าย ป่าน ปอ กระดาษเคลือบไข
(oil paper) และสารละลายเกลือ 1%
พบว่าการเคลือบด้วยฟิล์มไหมรักษาความสดของกุ้งสดได้นานถึง 9 วัน ดีกว่าวัสดุอื่น
และดีกว่าน้ำแข็งที่รักษาความสดไว้ได้เพียง 7 วัน
- ถ้าไม่ทำเป็นผง ก็จะนำไปฟอกให้เกิดความอ่อนนุ่ม เพื่อนำไปทำเป็นสำลี
ผ้าเช็ดเลนส์และกระจก แผ่นทำความสะอาดผิวหน้า เช่นการชำระล้างเครื่องสำอาง
เหล่านี้เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมยังมุ่งเน้นอยู่ที่อุตสาหกรรมสิ่งทอไม่ว่าจะเป็นระดับครัวเรือนหรือระดับอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดใหญ่
เกษตรกรจะผลิตรังไหมหรือสาวเป็นเส้นไหม ขายให้กับโรงสาวไหม หรือพ่อค้าคนกลาง
เพื่อนำไปขายให้กับโรงงานทอผ้าต่อไป
แม้ว่าจะมีการศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของต้นหม่อน หรือหนอนไหม
รังไหม ดักแด้ไหม เส้นไหมอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในวงจำกัด
และอยู่ในระยะเริ่มต้น การดำเนินงานศึกษา ค้นคว้า
วิจัยและพัฒนาประโยชน์จากหม่อนและไหมนั้น
จำเป็นต้องใช้นักวิทยาศาสตร์หลายสาขาวิชาร่วมทำงานไปพร้อมๆ กัน
เพื่อทราบข้อมูลและพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับต่างประเทศ
โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาหม่อนและไหม
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ให้มากขึ้น เช่น ด้านการแพทย์ ด้านเสริมความงาม ฯลฯ
เพื่อเพิ่มคุณค่าของหม่อนและไหมให้สูงขึ้นมากกว่าการนำไปทอเป็นผ้าไหมเพียงอย่างเดียว
|