¡ÃзÃǧà¡ÉµÃáÅÐÊˡó젠     
หน้าหลัก
  โครงการพระราชดำริหม่อนไหม
  หม่อนไหมสายใยแผ่นดิน
  เจ้าหน้าที่บุคลากร
  จัดซื้อจัดจ้าง
  เกี่ยวกับหน่วยงาน
  เกี่ยวกับหม่อน
  เกี่ยวกับไหม
  เอกสารวิชาการ&คำแนะนำ
  สาระน่ารู้จากใจหม่อนไหม
       --  ทำไมถูกใช้ให้ทำงานอยู่คนเดียว
       --  เส้นทางสายไหม
       --  ลูกหม่อนลูกไม้ที่ไม่ธรรมดา
       --  ไวน์
       --  สบู่ไหมไทย
       --  "ศิอามีส ทีโซไซตี้"
       --  พัฒนาการใหม่ของไหม
       --  จุลไหมไทย
       --  สีย้อมไหม
       --  ดึงภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับมา....
       --  การทอผ้าไหมด้วยกี่กระตุก
       --  โอกาสส่งออกไหมไทยและผลิตภัณฑ์
       --  การออกแบบผ้าไหม
       --  คุณภาพเส้นไหมพุ่ง
       --  ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย
       --  ทิศทางและอนาคตของไหมไทย
       --  สมาคมไหมไทย
       --  การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในอินเดีย
       --  ผลิตภัณฑ์หม่อนไหมสไตล์ปะเกอญอ
       --  10 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับผ้าไหม
       --  การปลูกหม่อนรับประทานผล
       --  หม่อน
       --  ชุดตรวจสอบโรคแกรสเซอรี่
       --  ชาหม่อน
       --  ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
       --  ฝนหลวง
  ร่างยุทธศาสตร์หม่อนไหม
  ลวดลายบนผืนผ้า
  งานผลิตพันธุ์
  การฝึกอบรม
  ตรานกยูง
  ข้อมูลทางสถิติ
  Linksหน่วยงาน
  ประกาศและข่าวสาร
  ติดต่อเรา
  การจัดการความรู้
  จดหมายข่าวเส้นไหมใบหม่อน
  linkภายในหน่วยงาน
  พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
  โครงการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
  ภาพกิจกรรมนิเทศติดตามงาน


 

 


เรื่องโดย: เอ ที ดี พี

ที่มา: นิตยสาร COLOUR WAY

การทอผ้าไหมด้วยกี่กระตุก

การทอผ้าไหมของไทยมีมาเนิ่นนานแล้ว แต่เดิมปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสาวไหมเองโดยใช้กี่ธรรมดา เพื่อทอใช้สอยกันภายในครอบครัวเท่านั้น และจัดได้ว่าเป็นงานหัตถกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความประณีตและความพิถีพิถันในการผลิตอย่างยิ่งยวด เส้นใยไหมที่ถักสานร้อยเรียงกันแต่ละเส้นจากกี่ทอมือจึงแลกมาด้วยความอุตสาหะ ทำให้เป็นผ้าที่มีค่ายิ่ง ด้วยเหตุนี้จึงถูกเลือกให้เป็นผ้าที่ใช้สวมใส่เฉพาะเทศกาลสำคัญ หรือมอบเป็นของขวัญสำหรับคนที่รับและนับถือ ไหมได้รับสมญานามว่าเป็นราชินีแห่งเส้นไหม

                เนื่องจากมีความเงางามอ่อนนุ่มตามธรรมชาติและมีคุณสมบัติดีในการระบายความร้อนและดูดซับน้ำได้ดี จึงรู้สึกสบายตัวเมื่อสวมใส่ ต่อมาการทอไหมกลายเป็นอุตสาหกรรมจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้ผ้าไหมไทยประทับใจผู้บริโภคเหนือคำโฆษณาใด ๆจนโด่งดังไปทั่วโลกก็คือรัศมีแห่งความงดงามที่ทอแสงเป็นประกายจากผ้าไหมนั้นเอง โดยในปี 2512 ไทยส่งออกผ้าไหมรวม 652,349 ตารางเมตร ไปยัง 77 ประเทศทั่วโลก (ที่มา: สถิติปริมาณผ้าไหมไทยที่ส่งออกไปต่างประเทศ ตามใบรับรองมาตรฐานสินค้าของสำนักงานมาตรฐานสินค้าในปี พ.ศ.2512

                ปัจจุบันผ้าไหมผลิตเพื่อบริโภคทั้งภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ จากเดิมที่ใช้กี่ทอผ้าแบบพื้นบ้านซึ่งทอได้ช้าไม่ทันกับความต้องการ ผู้ผลิตจึงหันมาใช้กี่กระตุกแทนเพื่อทอผ้าให้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้ได้ปริมาณคุณภาพและความตรงต่อเวลาในการมอบสินค้า การผลิตผ้าไหมของไทยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การใช้เส้นไหมไหมยืนภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า กรรมวิธีการผลิตและเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งต่อไปนี้จะกล่าวถึงการทอผ้าไหมด้วยกี่กระตุกแต่เพียงย่อๆ

                กี่กระตุก (Flying shuttle handloom) ที่ใช้สำหรับทอผ้าไหม ต้องมีความแข็งแรงได้มุมฉาก ไม่โอนเอนหรือโยกไปมา เพราะจะมีผลต่อเกรนของผ้าทอ ทำให้ยากต่อการนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า กี่กระตุกมีอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบและขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนกว่ากี่พื้นเมืองธรรมดา ผู้ผลิตจึงต้องใช้ความรู้ความชำนาญในการผลิตผ้าไหมให้ได้คุณภาพสูงสุด ปัจจุบันมีการใช้กี่กระตุก สำหรับทอผ้าไหม อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสามารถทอได้เร็วประมาณ 100-120 เส้นพุ่ง/นาที อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการลงทุนที่สูงนัก

                อุปกรณ์ที่สำคัญของกี่กระตุกสำหรับทอผ้าไหมเช่น

ตะกอ (Heald)

                บางที่เรียกว่า “เขา” ทำด้วยเส้นด้ายที่มีความเหนียวพิเศษพิเศษคล้องอยู่กับด้ายยืนทุกเส้น ประโยชน์ของตะกอ คือช่วยทำให้ด้ายยืนถูกแบ่งเป็นสองส่วนเมื่อคนทอเหยียบไม้เท้าเหยียบ ตะกอจะแยกด้ายยืนออกเป็นช่องหรือเป็นแผ่นด้านล่างและด้านบนแล้วจึงสอดด้ายพุ่งไปตามช่องด้ายยืนนั้น และเมื่อสลับเท้าเหยียบตะกอบจะสลับด้ายยืนจากด้านล่างขึ้นบนและบนลงล่างเพื่อขัดเส้นพุ่งไว้ในขณะทอผ้า

กระสวย (Shuttle)

                มีลักษณะสี่เหลี่ยมยาว ทำด้วยไม้เนื้อแข็งปลายแหลมทั้งสองด้าน ตรงกลางมีแกนสำหรับบรรจุหลอดด้ายพุ่งเพื่อส่งหรือสอบเข้าไปในช่องด้ายยืนแล้วปล่อยด้ายพุ่งไว้ยาวตลอดหน้าผ้า สภาพของผิวกระสวยจึงต้องมีความลื่นเป็นพิเศษเพราะต้องวิ่งผ่านเส้นไหมทั้งไปและกลับด้วยความเร็ว ต้องสัมผัสกับเส้นไหมตลอดเวลาในขณะท

ฟันหวี (Reed)

                บางที่เรียกว่า “ฟืม” มีลักษณะเป็นซี่ ๆ คล้ายหวีสำหรับหวีผมทำด้วยไม้หรือเหล็ก แต่ที่นิยมใช้กันมากคือฟันหวีเหล็กปลอดสนิม (Stainless Steel reed) เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานและไม่เกิดสนิม ฟันหวีมีไว้สำหรับร้อยเส้นด้ายยืนให้อยู่ห่างกันเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอเป็นตัวกำหนดความถี่ห่างของเส้นยืนที่จะทำการทอ เป็นตัวกำหนดความกว้างของหน้าผ้า เป็นตัวกั้นด้านข้างทางวิ่งของกระสวยและเป็นตัวกระทบเส้นด้ายพุ่งให้แน่นจนกลายเป็นผืนผ้า ฟันหวีมีหลายระบบแต่ที่นิยมใช้แพร่หลายในบ้านเรามี 3 ระบบด้วยกัน คือ

                1. ระบบ “เบอร์” (Stockport system) เช่น ฟันหวีเบอร์ 80 หมายถึง “ฟันหวีที่มีความถี่ 80 ช่องต่อระยะ 2 นิ้ว”

                2. ระบบ “เบอร์หันหวีทอผ้าไหม” เช่นฟันหวีทอผ้าไหมเบอร์ 2000 หมายถึง “ฟันหวียาว 44 นิ้ว มีช่องฟันหวีทั้งหมด 2,000 ช่อง” หรือมีความถี่เทียบเท่ากับฟันหวี (ระบบสต็อกปอร์ต) เบอร์ 90.9 (2000/44x2)

                3. ระบบ “หลบ” หมายถึง “ฟันหวี 40 ช่องเท่ากับ 1 หลบ” เช่น ฟันหวี ขนาด 35 หลบ ยาว 40 นิ้ว มีช่องฟันหวีทั้งหมด 1,400 ช่อง (40x35) หรือเทียบเท่ากับฟันหวี (ระบบสต็อกปอร์ต) เบอร์ 70 (1,400/40x2)

เส้นไหมที่ใช้สำหรับการทอผ้า

                แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เส้นไหมยืนและเส้นไหมพุ่ง

                1. เส้นไหมยืน คือ เส้นไหมเรียบ(Raw silk) เป็นเส้นไหมที่ต้องนำมาตีเกลียวอีกครั้งหนึ่ง เช่น เส้นไหมขนาด 20/22 ดีเนียร์ จำนวน 3 เส้น หรือ 4 เส้น นำมาควบเพื่อตีเกลียวให้มีจำนวนเกลียว 330 เกลียวต่อเมตร ไหมเรียบเมื่อนำมาควบและตีเกลียวแล้วเรียกว่าไหมควบ (Thrown silk) มีหลายขนาดเช่น 20/22/3, 20/22/4 และ 18/20/6 ดีเนียร์ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผ้าที่ต้องการทอ เส้นไหมยืนอีกประเภทหนึ่ง คือไหมออร์แกนซิน (Or-ganzine silk) ตัวอย่าง เช่น เส้นไหมขนาด 20/22/4 Z850/S700 หมายถึงเส้นไหมเรียบขนาด 20/22 ดีเนียร์ นำมาควบ 2 เส้นและตีเกลียว Z ให้มีจำนวนเกลียว 850 เกลียวต่อเมตร แล้วนำเส้นไหมที่ได้จากการตีเกลียว Z จำนวน 2 เส้นมาควบและตีเกลียว S อีกครั้งหนึ่งให้มีจำนวนเกลียว 700 เกลียวต่อเมตร เส้นไหมออร์-แกนซินมีหลายขนาดเช่นเยวกันเมื่อควบตีเกลียวและอบเกลียวให้อยู่ตัวแล้ว จึงนำไปฟอกกาวและย้อมสีก่อนที่จะนำให้เป็นเส้นยืน

                2. เส้นไหมพุ่ง มี 2 ประเภท คือ เส้นไหมเส้นเดียวแต่มีขนาดใหญ่ ที่นิยมใช้กันมาก คือ ขนาด 150-200 ดีเนียร์ เช่นเส้นไหมดูเปี้ยนและเส้นไหมพื้นเมืองหรือไหมสาวมือ อีกประเภทหนึ่ง คือ เส้นไหมควบตีเกลียว โดยการนำเส้นไหมดิบ (Raw silk) หลายเส้นมาควบตีเกลียวให้มีจำนวนเกลียวประมาณ 150-180 เกลียวต่อเมตรเพราะการที่จะสาวไหมให้ได้เส้นเดียวขนาดใหญ่ เช่น 150-200 ดีเนียร์ นั้น มีปัญหาทางด้านการควบคุมความสม่ำเสมอของเส้นไหม ดังนั้นการใช้ไหมเส้นเล็กหลายเส้นมาควบตีเลียวให้มีขนาดใกล้เคียงกับเส้นไหมเส้นเดียวขนาดใหญ่จะมีความสม่ำเสมอดีกว่า แต่ก็ให้คุณลักษณะของเนื้อผ้าที่แตกต่างกัน ถ้าพูดถังเส้นไหมพุ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงเส้นไหมเส้นเดียวที่มีขนาดใหญ่ แต่เวลาทอจะควบ 2 เส้น 4 เส้น ฯลฯ โดยไม่ตีเกลียวแล้วเรียกผ้าไหมชนิดนี้ว่า เป็นผ้าไหม 2 เส้น หรือ ผ้าไหม 4 เส้น ถ้าเป็นผ้าไหมเนื้อหนาสำหรับทำผ้าม่านหรือบุเฟอร์นิเจอร์ก็อาจควบมากกว่า 6 เส้น ไหมพุ่งยังแบ่งออกเป็นไหมสาวมือหรือไหมพื้นเมืองและไหมสาวเครื่อง

ไหมพุ่งสาวมือหรือไหมพื้นเมือง

                แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

                1. ไหมลืบ ไหมใหญ่ หรือไหม 3 เส้น ไหมชนิดนี้มีลักษณะหยาบกระด้างไม่มีความเงามัน มีขนาดใหญ่และไม่สม่ำเสมอมีปุ่มปมหรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ติดอยู่มากเป็นเส้นไหมสาวจากเปลือกรังหรือจากใยไหมชั้นนอกของรังไหม ในกรรมวิธีสาวไหมพุ่งของไทยจะสาวไหมชนิดนี้ก่อน เพื่อเป็นขั้นตอนการสาวไหมให้ได้คุณภาพดีเยี่ยมต่อไป

                2. ไหมยอด ไหมน้อย หรือไหม 1 เส้น ไหมชนิดนี้มีความเงางามนุ่มนวลเมื่อสัมผัส ขนาดของเส้นและสีค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่มีเปลือกรังหรือเศษสกปรกอื่น ๆ ติดอยู่ เป็นเส้นไหมที่สาวจากรังที่สาวเส้นใยจากเปลือกนอก (ไหมลืบ) ออกหมดแล้ว จึงทำการสาวเป็นไหมน้อย

                3. ไหมรวมหรือไหม 2 เส้นไหมชนิดนี้มีขนาดเหมือนไหม 1 แต่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ เป็นเส้นไหมที่สาวจากรังไหมที่ลืบเส้นใยจากเปลือกรังออกไม่หมด จึงมีเส้นไหมลืบบางส่วนเหลือปะปนอยู่กับไหมน้อย บางครั้งก็ได้จากการสาวรังที่ดึงเส้นใยไม่ออกแล้วนำมาสาวรวมกัน โดยมิได้แยกไหมลืบและไหมน้อย ลักษณะเส้นไหมจึงไม่นุ่มนวลและเป็นเงางามเหมือนไหมน้อย

                การซื้อขายเส้นไหมสาวมือจึงเป็นการคัดแยกจากกรรมวิธีการสาวดังกล่าวซึ่งแบ่งได้เป็นสามประเภทใหญ่ คือ ไหม 1 ไหม 2 ไหม3 แต่การผลิตผ้าไหมในเชิงพาณิชย์ที่เน้นคุณภาพเป็นหลักอาจมีการคัดแยกเส้นไหมสาวมือมากกว่า 3 ประเภทก็ได้ เพราะเส้นไหมในแต่ละท้องถิ่นมีหลายขนาดและสีที่แตกต่างกัน ปัจจุบันมีการเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมทำให้ได้เส้นใยไหมที่มีความยาวและขนาดเส้นสม่ำเสมอ ปุ่มปมมีน้อย เมื่อนำมาสาวมือจึ่งได้เส้นไหมที่มีคุณภาพมากกว่า

ไหมสาวเครื่อง

ที่ใช้สำหรับเป็นไหมพุ่งมี 2 ประเภทคือ

1. เส้นไหมดูเปี้ยน (Doupion silk) คือ เส้นไหมที่มีลักษณะหยาบกระด้าง มีขนาดตั้งแต่ 100-250 ดีเนียร์ แบ่ง

ตามขนาดเป็น 100/120, 100-150, 150-200 และ 200/250 ดีเนียร์ เป็นเส้นไหมที่สาวจากรังแฝดหรือรังเสีย โดยสาวด้วยเครื่องแบบดูเปี้ยน

2.ไหมเนตีฟ (Native silk) เป็นเส้นไหมเรียบ มีลักษณะคล้ายไหมพื้นเมืองชนิดไหม 1    หรือไหมน้อยในการ

การทอผ้าจึงนำเอาไปใช้แทนไหม 1 ได้ มีขนาดเส้นสม่ำเสมอและใช้ง่าย เสียเศษน้อยและสิ้นเปลืองเวลาน้อยกว่าใช้ไหม 1 ทั้งนี้เพราะไหมเนตีฟสาวด้วยเครื่องจักร โดยสาวจากรังไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศชนิดคุณภาพต่ำ ซึ่งไม่สามารถจะนำไปสาวกับเครื่องจักรสาวไหมแบบอัตโนมัติได้เป็นไหมพุ่งเส้นเดียวมีขนาดต่างๆ เช่น 100/150, 150/200 ดีเนียร์ หรือทำเป็นเส้นไหมควบขนาดต่างๆ เช่นทำเป็นเส้นไหมควบขนาดต่าง เช่นนำเส้นไหมขนาด 50/70 ดีเนียร์ไปควบ 3 เส้นและตีเกลียวให้จำนวนเกลียว 150-180 เกลียว ต่อเมตร หรือนำเส้นไหมขนาด 28/32 ดีเนียร์ ไปควบ 6 เส้น และตีเกลียวให้มีจำนวนเกลียว 150-280 เกลียวต่อเมตรเป็นต้น

ลักษณะของเส้นไหมที่ดี สำหรับการนำมาทอผ้าไหม

1. มีสี ขนาด และจำนวนเกลียวนำมาทอผ้าไหม

2. มีลักษณะอ่อนนุ่มไม่แข็งกระด้าง

3. การทำไจควรเป็นแบบข้าวหลามตัด (Dimond cross)

4. เส้นรอบวงของไจไหมประมาณ 150 เซนติเมตร

5. ไม่ผูกใจแน่นเกินไป ควรทิ้งปลายให้ยาว เพื่อกระจายเส้นไหมระหว่างการกรอ และเพื่อไม่ให้เกิดสีด่างในระหว่างการย้อม

6. ควรมีน้ำหนักเข็ดไหมพุ่งประมาณ 80-100 กรัม

การขึ้นผ้าไหม เช่น ต้องการผ้าไหมหน้ากว้าง 41 นิ้ว เดินไหมยืนยาว 260 เมตร ใช้ฟันหวีเบอร์ 90 ใช้เส้นไหมขนาด 18/20/3 ดีเนียร์ ต้องเตรียมเส้นไหมหนักเท่าไร

 

เตรียมเส้นไหมยืน ใช้สูตร

เส้นยืน/นิ้ว x ผ้าหน้ากว้าง (นิ้ว); X + เส้นยืนริมผ้า x ความยาวผ้า x ขนาดดีเนียร์

                                                                   9,000

ไหมขนาด 18/20/3 หนัก 6 กิโลกรัม เดินไหมได้ยาวเท่าไร

                =                 น้ำหนักไหม (กรัม) x 9,000

                  จำนวนเส้นไหมยืนทั้งหมด x ขนาดดีเนียร์

การลงแป้งเส้นไหมยืน

                ไหมเป็นเส้นใยธรรมชาติที่มีความเหนียวมาก ในขณะแห้งมีความเหนียว 4.5 กรัม/ดีเนียร์ ขณะเปียกมีความเหนียว 3.9 กรัม/ดีเนียร์ ขณะเปียกมีความเหนียว 3.9 กรัม/ดีเนียร์ เปอร์เซ็นหดกลับของไหมขณะมีการยืดตัวที่ 2% (% Elastic recovery at 2% Elongation) อยู่ที่ 92 % ดังนั้นเส้นไหมที่ฟอกและย้อมสีแล้วจึงต้องทำการลงแป้งเพื่อเป็นการช่วยไม่ให้เส้นไหมแตก เพิ่มความลื่นเพื่อลดแรงเสียดสี ทำให้กรอง่าย หวีง่าย เวลาทอจะรู้สึกเบาแรง ถ้าลงแป้งอ่อนไหมจะแตกและขาดง่าย ถ้าลงแป้งมากเกินไปเส้นไหมจะกระด้างหรือเปราะ ไม่มีความยืดหยุ่น ทำให้กรอยาก การหวีจะฝืดหรือติด ตอดถึงการทอจะหนักแรงขึ้น ทำให้เส้นไหมขาดง่ายในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิตได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังทำให้ผ้าแข็งกระด้างไม่น่าสวมใส่ การลงแป้งไหมให้ได้อย่างพอดีนั้นจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความชำนาญและประสบการณ์เป็นพิเศษจะช่วยให้การเตรียมไหมยืนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากสารลงแป้งสำเร็จรูปแล้วสารลงแป้งธรรมชาติที่ยังนิยมใช้กันโดยทั่วไปคือ

                1. แป้งธรรมชาติ เช่น แป้งมันสัมปะหลัง แป้งข้าวจ้าว แป้งสาลี มีคุณสมบัติและช่วยยึดและเป็นแผ่นฟิล์มเคลือบเส้นใยไหมไม่ให้แตกจากกันมาก

                2. สารหล่อลื่น เช่น น้ำมันพืช (ชนิดมีกลิ่นและสีอ่อน) มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นไหมมีความลื่นเพิ่มขึ้น ลดการเสียดสีระหว่างเส้นไหมกับตะกอฟันหวีและลดการเสียดสีระหว่างเส้นไหมด้วยกันเองทำให้เส้นไหมไม่แตก โดยเฉพาะช่วยลดปริมาณการขาดของเส้นยืนในขณะทอ

การกระตุกไหม

                เมื่อลงแป้งและสลัดแห้งหรือบีบน้ำออกเรียบร้อยแล้ว นอกจากการใช้ความชำนาญบิดหรือสลัดน้ำแป้งให้เหลือแต่พอดีส่วนหนึ่งแล้ว ขั้นตอนการกระตุกและตากไหมก็นับว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน การกระตุกไหมก่อนนำไปตากควรกระตุกในที่ร่มก่อน เพื่อให้ใช้เวลากระตุกได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงการกระตุกช่วยให้เส้นไหมที่ลงน้ำแป้งแต่ยังเปียกและเกาะติดกันอยู่นั้น ให้มีโอกาสยืดและแยกออกจากกัน การกระตุกไหมจะกระตุกไปเรื่อยๆ จนเกือบแห้ง แล้วนำไปตากในราวกลางแจ้งที่ไม่มีแสงดแดดหรือในที่มีวัสดุบังแสงหรือในร่ม ควรกระตุกไหมทุกเข็ดจนครบเวียนไปมาและอย่างเพียงพอก่อนไหมแห้งหากกระตุไม่ทันหรือกระตุกอย่างไม่มีประสิทธิภาพเส้นไหมจะเกาะติดกันทำให้กรอยาก

การกรอไหมยืน

                โดยปกติเส้นไหมจะอยู่ในลักษณะเป็นไจ (Skein) ยังไม่เหมาะที่จะนำไปใช้งานในขั้นตอนต่อไป จำเป็นต้องกรอหรือม้วนเข้าหลอดเสียก่อน โดยให้มีจำนวนหลอดเพียงพอกับการเดินไหม ซึ่งมี 2 วิธี คือ การกรอด้วยมือ และการกรอด้วยเครื่อง

                1. การกรอไหมยืนด้วยมือ อุปกรณ์ที่ใช้คือไนกรอไหม ระวิง และหลอดพีวีซี เนื่องจากไหมคุณสมบัติลื่นและเส้นมีขนาดเล็ก การกรอจึงต้องใช้ความประณีตและพิถีพิถัน เพื่อให้ไห้หลอดขนาดที่เหมาะสม และให้สูญเสียน้อยที่สุด

                2. การกรอไหมยืนด้วยเครื่อง ปัจจุบันผู้ผลิตผ้าไหมในเชิงพาณิชย์ นอยมการกรอไหมด้วยเครื่อง เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว กรอได้คราวละหลายๆ หลอด จึงใช้แรงงานน้อยและยังเป็นการลดต้นทุนได้อีกส่วนหนึ่ง ลักษณะหลอดที่ใช้กับเครื่องจะมีปีกกั้นที่หัวท้าหลอด (Bobbin) ทำให้ใช้งานสะดวกและสูญเสียน้อย

การกรอไหมพุ่ง

                การกรอไหมพุ่งจะคล้ายกับการกรอไหมยืนตรงที่เริ่มจากการกรอไหมที่ไจเข้าหลอดไว้ก่อน แล้วจึงกรอเข้าหลอดพุ่งในภายหลัง ถ้าเป็นเส้นไหมพื้นเมืองจำเป็นต้องคัดแยกคุณภาพก่อน เช่น คัดแยกขนาดเส้นเป็นพวก ๆ ขณะเดียวกันเวลากรอเมื่อพบปุ่มปมหรือขนาดที่ผิดปกติมากๆ ต้องขจัดออกในขั้นตอนนี้เนื่องจากเส้นไหมพื้นเมืองเป็นเส้นไหมที่ไม่มีเกลียว เมื่อต้มกาวออกแล้วเส้นจะแตกฟูและเกาะติดกันทำให้กรอยาก แต่อาศัยความชำนาญของผู้กรอ ทำให้การกรอไหมเป็นสิ่งที่ไม่ยากลำบากอะไร และแบ่งการกรอออกเป็น 2 วิธี คือ กรอด้วยมือและกรอด้วยเครื่อง

1. การกรอไหมพุ่งด้วยมือ หลอดด้วยพุ่งมี 2 แบบ     ของดั้งเดิมแต่ยังมีใช้กันอยู่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  5  มิลิ

เมตร ยาว 8 เซนติเมตร และอีกแบบหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยาว 8 เซนติเมตร โคนหลอดใหญ่เรียบร้อยแล้วจากตอนแรกมากรอใส่หลอดด้ายพุ่ง ถ้าทอผ้าเส้นเดียวก็สามารถนำไปทอได้เลย ในกรณีที่ต้องบการทอผ้าแบบ 2 เส้นหรือ 4 เส้นหรือมากกว่าทางปฏิบัติโดยทั่วไปจะนิยมนำเส้นไหมมารวมกันโดยปรับความตึงให้เหมาะสมแล้วกรอเข้าหลอดหรืออักก่อน เพื่อให้เส้นไหมทุกเส้นมีความตึงเท่าๆ กัน แล้วจึงกรอเข้าหลอดพุ่งและนำไปทอต่อไป

                2. การกรอไหมพุ่งด้วยเครื่อง (Pirn winder) การกรอไหมพุ่งด้วยเครื่องจะใช้หลอดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ สามารถกรอได้รวดเร็วด้วยความตึงที่สม่ำเสมอ รูปร่างหลอดมีขนาดเท่ากันทั้งหมด กรอได้ครั้งละจำนวนมาก การเดินไหม (Warping) บางที่เรียกว่า สาวไหม หรือค้นเครือ หมายถึง การจัดรูปโครงของผืนผ้าตามแนวยาวของด้ายยืน (ปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักร) การเดินไหมจะได้รับความยาวและจำนวนเส้นยืนที่ต้องการ เมื่อต้องการทอผ้าสีพื้น ก็จะนำหลอดไหมยืนที่มีสีเดียวกันทั้งหมดมาตั้งไว้บนราวตั้งหลอด กรณีที่เป็นผ้าลวดลายสีต่างๆ ก็จะนำหลอดด้ายยืนสีต่างๆ ที่กำหนดจากโครงสร้างผ้า มาตั้งไว้จนครบ แล้วทำการเดินไหมซึ่งจะได้ความยาวและจำนวนเส้นยืนที่ต้องการ ไหมยืนทุกเส้นจะถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบจากการเดินไหมนี้ เรียกว่า “จับคะนัด”

                ขั้นตอนนี้ใช้คนเดินไหม 1 คน อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเดินไหมประกอบด้วย

                1. แคร่สำหรับเดินไหม (Warper Frame) ยาวประมาณ 5 เมตร กว้างประมาณ 1.50 เมตร ที่หัวท้าของแคร่มีเหล็กกลมปักไว้เป็นระยะ ๆ สำหรับคล้องเส้นไหมวกไปมาทุกๆ ความยาว 5 เมตร

                2. ราวสำหรับตั้งหลอดไหมยืน (Creel) สามารถตั้งหลอดได้ประมาณ 200 หลอด

                3. ไม้จูงไหม

                การคำนวณการเดินไหมคิดเป็นจำนวนเที่ยว ใช้สูตรดังนี้

จำนวนช่องฟันหวีทั้งหมดในหน้าผ้า + เส้นด้วยริมผ้า (จำนวนคู่)

จำนวนหลอดไหมยืนบนราวตั้งหลอด

                การร้อยฟันหวี (Drawing-in reed) เส้นไหมที่เดินเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกเส้นจะอยู่ในลักษณะเป็นกลุ่ม มีความยาวและจำนวนเส้นยืนตามที่กำหนด จะนำไปร้อยเข้าฟันหวี เพื่อให้มีระยะห่างสม่ำเสมอตลอดเท่าความกว้างของหน้าผ้าโดยปกติจะร้อยเส้นไหมยืนเข้าฟันหวีช่องละ 2 เส้น ริมข้างละ 6 ช่อง ๆ ละ 4 เส้น ส่วนช่องฟันหวีที่เหลือจากการร้อยจะเว้นหัวท้ายไว้เป็นระยะเท่า ๆ กัน อุปกรณ์สำหรับร้อยฟันหวีประกอบด้วย หลักคล้องไหมยืน ฟันหวี ของหรือไม้ฟักไหม ใช้คนส่งเส้นไหมและคนร้อยเข้าฟันหวี รวม 2คน

                การหวีและม้วนไหม (Combing and beaming) การหวีและการม้วนไหมนับเป็นขั้นตอนการเตรียมไหมยืนแบบต่อเนื่องที่สำคัญ ต่อจากการเดินและร้อยฟันหวีและอาจใช้ผู้ปฏิบัติคนเดียวกันเพราะต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์จึงจะม้วนไหมยืนได้ดีและมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์สำหรับหวีและม้วนไหมประกอบด้วย ม้าม้วนไหม ม้ากดเส้นไหมหรือม้าก๊อบปี้ ไม้คะนัดแบนใหญ่และไม้ฟันปลา เส้นไหมยืนที่ร้อยเข้าฟันหวีเสร็จแล้ว จะถูกแผ่ขยายเท่าความกว้างของหน้าผ้าจนเป็นแผ่นเรียบสม่ำเสมอด้วยชุดอุปกรณ์หวีและม้วนไหม จากนั้นจะเริ่มเลื่อนฟันหวีให้ผ่านเส้นไหมไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เส้นไหมผ่านหารกวีได้ประมาณ 3-4 เมตรจะถูกดึงมาม้วนเก็บไว้ในเพลาม้วน ซึ่งเป็นขณะเดียวกันกับเส้นไหมยืนก็จะถูกปล่อยออกมาจากม้าก๊อบปี้ด้วย ความตึงที่ถูกควบคุมไว้อย่างเหมาะสมทำการหวีไปเรื่อยๆ จนครบความยาว ขั้นตอนนี้ใช้ทั้งคนหวีและม้วน 1คน และจะใช้ 2คนในช่วงสุดท้าย

 

 

 


สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เลขที่ 3 ถนนราชดำเนินนอก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
เสนอแนะ-ติชม: webmaster@moac.go.th
เวบไซต์ อีกแห่งของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ คือ www.qthaisilk.com
เว็บไซต์ของศูนย์หม่อนไหมเชียงใหม่ www.chiangmaisilk.blogspot.com/
เว็บไซต์ของศูนย์หม่อนไหมหนองคาย www.qsilk.net
เว็บไซต์ของศูนย์หม่อนไหมศรีสะเกษ www.musakate.com/