ยุทธศาสตร์ และแผนงานโครงการ
นโยบายรัฐมนตรี

Share
นโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธีระ วงศ์สมุทร)

1.นโยบายพัฒนาการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กรอบการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และกรอบการดำเนินงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 นโยบายหลัก คือ

    1. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการในปีแรก (พ.ศ. 2552)
      • การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
      • จัดทำโครงการเพื่อรองรับแรงงานคืนถิ่น
      • จัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรชุมชน
      • พัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน
      • เร่งรัดแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ ของเกษตรกร
      • เร่งรัดจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ
    2. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร
      • ด้านการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยส่งเสริมให้มีระบบประกันความเสี่ยงสำหรับเกษตรกร จัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกร จัดทำทะเบียนเกษตรกร เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร ส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกร สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และสร้างและพัฒนาเกษตรกรอาสาสมัคร
      • ด้านการพัฒนาการผลิต โดยจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเกษตรระยะยาวเป็นรายสินค้า พัฒนาคุณภาพผลผลิต และพัฒนาระบบ ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า กำหนดเขตส่งเสริมและพัฒนาการผลิต วิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ร่วมเจรจาการทางค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตพืชทดแทนพลังงาน ส่งเสริมการทำประมงนอกน่านน้ำ
      • ด้านการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและภารกิจสนับสนุน โดยพัฒนาปรับปรุงและขยายระบบชลประทาน ร่วมแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ออกกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตร เร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร เร่งรัดและขยายการจัดรูปที่ดิน ฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม และพัฒนาระบบสารสนเทศ
ทั้งนี้ ได้มีการทบทวนผลการดำเนินงาน สถานการณ์เศรษฐกิจด้านการเกษตรในปัจจุบัน แล้วบูรณาการงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เน้นการพัฒนาเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร โดยพิจารณาการผลิตสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิต และการตลาดให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ดำเนินการใน 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรโดย
  • เร่งสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร โดยการสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร โดยเฉพาะระบบประกันภัยพืชผล ให้สามารถขยายการดูแลเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากการผลิตและราคาสินค้าเกษตร โดยพัฒนาตลาดสินค้า เกษตรล่วงหน้าให้มีความเข้มแข็ง สร้างตลาดกลางเพื่อการค้าส่งและค้าปลีกสินค้าเกษตรในทุกภูมิภาค ผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรแห่งใหม ่ให้ครอบคลุมทั่วโลก และส่งเสริมระบบเกษตรพันธะสัญญา รวมทั้งใช้ระบบไตรภาคีภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร
  • เร่งจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 84(8) และ มาตรา 303
  • เร่งรัดการสร้างงานรองรับแรงงานคืนถิ่น จัดทำมาตรการ/โครงการรองรับ รวมทั้งขึ้นทะเบียนและฝึกอบรมผู้สนใจที่จะทำการเกษตร
  • ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง โดยการพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และช่วยเหลือสมาชิกในด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติเพื่อไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เกษตรกรรายอื่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน
  • เร่งรัดแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาการเกษตร พัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและเสริมสร้างทักษะด้านการเกษตร ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเกษตรกร โดยยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
  • ส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ขยายกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือ ตามแนวพระราชดำริ รวมทั้งเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร
แผนงาน/โครงการที่สำคัญ ได้แก่
  • ส่งเสริมให้มีระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร
  • จัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรชุมชน
  • การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
  • เร่งรัดแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของเกษตรกร
  • การจัดการสภาเกษตรกรแห่งชาติ
  • โครงการเพื่อรองรับแรงงานคืนถิ่น
  • ส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • จัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกร
  • จัดทำทะเบียนเกษตรกร
  • เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร
  • ส่งเสริมและพัฒนาสถาบันการเกษตร
  • สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่
  • สร้างและพัฒนาเกษตรกรอาสา
  • ส่งเสริมการทำการเกษตรสร้างความมั่นคงอาหาร
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาการผลิต โดย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร เพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้านการเกษตรและลดต้นทุนทางการเกษตร โดยส่งเสริมการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ ให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา จัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรระยะยาวเป็นรายสินค้าทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) เน้นการลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริม การผลิตและพัฒนาการผลิตพืชทดแทนพลังงาน โดยวางแผนการผลิตในภาพรวให้มีความสมดุล ระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน
  • สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร โดยพัฒนาคุณภาพการผลิตและระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้วยการส่งเสริมความปลอดภัย สินค้าเกษตรและอาหารตามมาตรฐานสากลในระดับชุมชน และสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร มีการเชื่อมโยงการผลิตทางการเกษตรกับอุตสาหกรรมการเกษตร และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งพัฒนาคุณภาพผลผลิตและระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้งด้านพืช ปศุสัตว์และประมง ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรที่ได้คุณภาพ และมาตรฐานสากล ส่งเสริมความแข็งแกร่งของตราสินค้าเกษตร จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอย่างครบวงจร และร่วมเจรจา ทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร
แผนงาน/โครงการที่สำคัญ ได้แก่
  • วิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • จัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าเกษตรระยะยาวเป็นรายสินค้า
  • ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตพืชทดแทนพลังงาน
  • บริหารจัดการการผลิตและการตลาด ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
  • การสนับสนุนให้มีกลไกการปรับเปลี่ยนและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน
  • พัฒนาคุณภาพผลผลิตและพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้า
  • กำหนดเขตส่งเสริมและพัฒนาการผลิต
  • ร่วมเจรจาทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมการทำการประมงนอกน่านน้ำ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและภารกิจสนับสนุน โดย
  • เร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจการเกษตร โดยการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนในระยะสั้น เน้นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำขนาดจิ๋ว โดยให้เกษตรกรรวมกลุ่มวางแผนการผลิต รวมทั้งส่งเสริมการใช้ท่อส่งน้ำที่ผลิตจากยางพารา และคูส่งน้ำที่คาดด้วยยางพาราแทนซีเมนต์
  • พัฒนาปรับปรุงและขยายระบบชลประทาน โดยปรับปรุงพื้นที่ชลประทานเดิมให้สมบูรณ์และขยายพื้นที่ใหม่ รวมทั้งรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการจัดหาน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภทโดยการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดกลาง ทำการศึกษา สำรวจ ออกแบบ จัดหาที่ดิน ตลอดจนก่อสร้างแหล่งน้ำ ระบบ ส่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ชุมชน พื้นที่หมู่บ้านป้องกันตนเอง
  • พัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรที่ดินและทรัพยากรประมง โดยเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม เพื่อเป็นฐาน การผลิตทางการเกษตรในระยะยาว พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจน ในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจนและชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน สนับสนุนการพัฒนาการเกษตรในรูปของนิคมการเกษตร และพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรประมง
บริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร
  • แผนงาน/โครงการที่สำคัญ ได้แก่
  • พัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน
  • การปฏิบัติการฝนหลวงและบริการด้านการบิน
  • พัฒนาปรับปรุงและขยายระบบชลประทาน
  • ออกกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองที่ดินที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร
  • เร่งรัดจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร
  • นิคมการเกษตร
  • เร่งรัดและขยายการจัดรูปที่ดิน
  • ฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม
  • การปรับปรุงคุณภาพดิน
  • อนุรักษ์ดินและน้ำ
  • บรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ
  • พัฒนาระบบสารสนเทศ
  • ร่วมแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์สินค้าเกษตร
2. การจัดการเรื่องพืชอาหารพลังงาน (ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน)
การจัดการเรื่องพืชอาหารพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายในการแบ่งเขตการเพาะปลูกระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน โดย
  • พืชอาหารที่สำคัญ เช่น ข้าว มีการปลูกในพื้นที่ลุ่ม และพื้นที่ที่มีระบบชลประทานพร้อม
  • พืชพลังงาน มีนโยบายเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกสำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง และให้ขยายพื้นที่ปลูกสำหรับปาล์มน้ำมัน ซึ่งพืชทั้ง 3 ชนิด ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ซึ่งได้กำหนดพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน ดังนี้
    • อ้อยโรงงาน คงพื้นที่ 6.00 ล้านไร่ โดยกำหนดพื้นที่ปลูกสำหรับพืชพลังงาน 0.55 ล้านไร่
    • มันสำปะหลัง คงพื้นที่ 7.4 ล้านไร่ โดยกำหนดพื้นที่ปลูกสำหรับพืชพลังงาน 0.54 ล้านไร่
    • ปาล์มน้ำมัน ขยายพื้นที่จาก 3.0 ล้านไร่เป็น 5.5 ล้านไร่ในเขตนาร้าง ไร่ร้าง และพื้นที่เสื่อมโทรม โดยกำหนดพื้นที่ปลูกสำหรับพืชพลังงาน 1.65 ล้านไร่
3. วิกฤตอาหารและพลังงานของโลก

จากสถานการณ์วิกฤตอาหารและพลังงานของโลกในช่วงกลางปี 2551 ส่งผลกระทบให้เกิดการขาดแคลนอาหารเกือบทั่วโลก จึงทำให้ราคาสินค้าเกษตร ด้านอาหารมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารพอเพียง และมีเหลือส่งออกเลี้ยงประชากรโลกมาโดยตลอด แต่ปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะน้ำมันและปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรขยับสูงขึ้นไม่สมดุลกับต้นทุนการผลิต รวมทั้งค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรที่เป็นอาหาร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการ ดังนี้
3.1 เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2551 พิจารณาให้ความเห็นชอบกำหนดเรื่องวิกฤตอาหารและพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเรื่องอาหารและพลังงานเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตอาหารและพลังงานของโลก วัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเขตการเพาะปลูก สินค้าให้ชัดเจนระหว่างพืชพลังงานและอาหาร ดูแลให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการเช่าพื้นที่ทำการเกษตร ควบคุมปริมาณการผลิตและผลผลิตออกสู่ตลาด รวมทั้งให้มีแหล่งตลาดและอุตสาหกรรมต่อเนื่องรองรับผลผลิต บริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ (Logistics) ให้เหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอาหาร

3.2 เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 พิจารณาให้ความเห็นชอบมาตรการรองรับวิกฤตอาหารและพลังงาน และมอบหมาย ให้คณะกรรมการบริหารจัดการเรื่องอาหารและพลังงานเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตอาหารและพลังงานของโลกนำมาตรการไปดำเนินการต่อไป โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
  • การลดความสูญเสียอาหารในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค การส่งเสริมระบบเก็บสำรองอาหารและพลังงาน (Food–energy interaction) ให้เพียงพอและอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ เช่น การสร้างยุ้งฉางรวม โรงสีชุมชน เป็นต้น
  • พัฒนาการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร โดยเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งเสริมวิจัยและพัฒนาพันธุ์ จัดพื้นที่การผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชพลังงาน เพื่อผลิตพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมต่อเนื่องรองรับวิกฤตอาหารและพลังงานโลก
  • พัฒนาการประมง โดยบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมการประมง พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งประมงชายฝั่และประมงน้ำจืด ในระดับพื้นบ้านส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมงกับต่างประเทศในน่านน้ำสากล และพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ
  • เพิ่มศักยภาพการผลิตและการตลาดด้านปศุสัตว์ โดยการพัฒนาการผลิตทุกขั้นตอนให้มีความปลอดภัยและมาตรฐานสากล ปรับปรุงพันธุ์ปศุสัตว์ พัฒนาศักยภาพระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคสัตว์ ตลอดจนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว ์สู่ตลาดโลก
  • ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอาหาร โดยการแปรรูปที่ได้คุณภาพและมาตรฐาน เพื่อเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมการเกษตร ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ความปลอดภัยด้านอาหารตามมาตรฐานสากล เร่งรัดเจรจาข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันมาตรการ กีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี สนับสนุนให้มีระบบป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค และการแปรรูปสินค้าเกษตรอาหารในชุมชน
  • ส่งเสริมการทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ในระดับชุมชน เพื่อให้ครัวเรือนเกษตรมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ส่งเสริม การขยายกระบวนการเรียนรู้ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน โครงการอาหารกลางวัน และธนาคารโคกระบือ
  • ปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรโดยสร้างระบบนิคมการเกษตร เร่งรัดการกำหนดเขตการใช้ที่ดิเพื่อการผลิต และการจัดการสินค้าอาหารและพลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพที่เหมาะสม สมดุล และครบวงจร ด้วยการบูรณาการหน่วยงานและภาคีความร่วมมือต่าง ๆ ตลอดจนสงวนและคุ้มครองพื้นที่การเกษตรสำหรับทำการเกษตรอย่างยั่งยืน
  • สร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรทั้งระบบ โดยเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกระดับวัย ทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ ผลผลิต การบริหารองค์กรเกษตรกรรูปแบบต่าง ๆ ด้วยองค์ความรู้จากนวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริม และพัฒนาระบบการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา
  • เร่งรัดพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ทางรางและทางน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง
  • ผลักดันให้มีการใช้พลังงานทดแทน และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับวัตถุดิบจากพืชพลังงานทดแทนที่ผลิตภายในประเทศ เป็นการเพิ่มรายได้เกษตรกรและลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ
  • ส่งเสริมการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของอาหารหรือพลังงานให้มากที่สุด เช่น ก๊าซชีวภาพ แอลกอฮอล์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เป็นต้น
  • การวิจัยและพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใช้พืชที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เซลลูโลสของพืช รวมทั้งใช้พืชที่สามารถผลิตในพื้นที่น้อยและใช้เวลาสั้นมาผลิตพลังงานทดแทน เช่น สาหร่าย เพื่อลดการแข่งขันระหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน
  • สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรถาวรสำรองข้าว เพื่อความมั่นคงอาหารในประเทศไทย เพื่อประกันความมั่นคงด้านข้าว ในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนากลไกความมั่นคงด้านอาหาร ที่กว้างขึ้น
สงวนลิขสิทธิ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ | เสนอแนะ-ติชม: webmaster@moac.go.th  | Call Center 1170  | แผนผังเว็บไซต์
 
Webstats4U - Free web site statistics สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
 
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์canada goose pas chercgoutlet jassenpjs Parajumpers goose-france