ข่าวสารการเกษตร >> ข่าวประชาสัมพันธ์ >> ข่าวประชาสัมพันธ์
เกษตรฯ คาดราคาลำไยปีหน้าพุ่งจากแผนบริหารจัดการ และการทำลายลำไยค้างสต็อกปี’46-47 ออกจากระบบ พร้อมเผยงานวิจัยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เมล็ดลำไย

วันที่ 28 ธ.ค. 2553 Share
                          นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าลำไยนั้นถือเป็นหนึ่งสินค้าที่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับผลกระทบจากเสถียรภาพด้านราคาลำไยที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดมากและเกิดการกระจุกตัวในช่วงฤดูการผลิต แต่จากการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการลำไยของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้ราคาลำไยเป็นไปตามกลไกตลาด การกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการปลูกนอกฤดูก็พบว่าสถานการณ์ราคาลำไยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีนโยบายที่จะส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ลำไยเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรชนิดอื่นด้วย โดยจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านราคาลำไยสดและราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ปี 2553 จะมีราคาเพิ่มขึ้นทั้งหมดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเกรด AA เฉลี่ยอยู่ที่ 32.02 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 29.30 บาท/กก. และเกรดคละเฉลี่ย 28.37 บาท/กก. ส่วนราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ เกรด AA เฉลี่ย 65.06 บาท/กก. เกรด A เฉลี่ย 46.00 บาท/กก. เกรด B เฉลี่ย 26.35 บาท/กก. และเกรด C เฉลี่ย 12.45 บาท/กก. ส่วนพื้นที่ให้ผลผลิต พบว่าลดลงเล็กน้อยจาก 968,000 ไร่เศษในปี 2552 เป็น 954,000 ไร่เศษ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 1.46 โดยผลผลิตลดลงจาก 623,000 ตันเศษ ในปี 2552 เป็น 525,000 ตันเศษในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 15.70 ผลผลิตต่อไร่ลดลงจาก 643 กก./ไร่ ในปี 2552 เป็น 550 กก./ไร่ ในปี 2553 หรือลดลงร้อยละ 14.46 สาเหตุที่ทั้งพื้นที่ให้ผล ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ลดลงนั้น เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ในปีที่ผ่านมามีราคาตกต่ำ เกษตรกรจึงดูแลรักษาต้นลำไยน้อยลง ส่วนราคาลำไยอบแห้งที่เกษตรกรขายได้ เกรด AA เฉลี่ย 65.06 บาท/กก.
               นายธีระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์ด้านการส่งออกซึ่งถือว่าขณะนี้ประเทศไทยนับเป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ของโลก โดยมีตลาดส่งออกหลัก เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และฮ่องกง โดยในปี 2553 การส่งออกลำไยสดและผลิตภัณฑ์มีปริมาณการส่งออก 295,000 ตันเศษ คิดเป็นมูลค่า 5,632 ล้านบาท ส่วนสถานการณ์การบริโภคภายในประเทศในปี 2553 นั้น พบว่า ความต้องการบริโภคลำไยภายในประเทศมีประมาณ 45,000-50,000 ตันซึ่งลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีปริมาณ 50,000-55,000 ตัน สาเหตุเนื่องมาจากผลผลิตลดลง ทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังคงส่งเสริมสนับสนุนและรณรงค์โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆให้ประชาชนหันมาบริโภคลำไยเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากลำไยเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เมล็ดลำไย เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ได้จัดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิผลงานวิจัยระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กับ บริษัท พรีม่าเฮิร์บ (ประเทศไทย) จำกัด เรื่องโครงการการพัฒนากระบวนการผลิตสารสกัดจากเมล็ดลำไยอบแห้งที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการสลายเซลล์กระดูกอ่อน จากผลงานวิจัยพบว่าในสารสกัดจากเมล็ดลำไยแห้งมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์และสารโพลีฟีนอลเป็นองค์ประกอบหลายชนิด ที่มีรายงานถึงฤทธิ์ในการยับยั้งการอักเสบและยับยั้งการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน จึงนับเป็นปัจจัยช่วยให้สารสกัดจากเมล็ดลำไยป้องกันหรือต้านการเกิดภาวะโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบได้ดี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยอันเป็นผลงานจากความสามารถของคนไทยและได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.ที่สามารถนำสารสกัดแยกส่วนจากเมล็ดลำไยมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์ครีมนวดเพื่อสุขภาพให้เหมาะสมกับผู้บริโภค ได้แก่ บุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคข้อเข่าอักเสบและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ นักกีฬา และผู้ที่รักษ์สุขภาพทุกคน โครงการการพัฒนากระบวนการผลิตสารสกัดจากเมล็ดลำไยอบแห้งที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการสลายเซลล์กระดูกอ่อนที่ได้สำเร็จลงนี้ นับเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เมล็ดลำไยซึ่งเป็นของเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมอบแห้งเนื้อลำไยสีทอง โดยจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติที่สามารถนำไปใช้ป้องกันหรือรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ ข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก อาจจะทำให้ได้ยารักษาโรคข้อเสื่อมในประเทศไทยที่มีราคาถูกและปลอดภัย เมื่อเทียบกับยานำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรสวนลำไยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเมล็ดลำไยซึ่งเป็นของเหลือทิ้ง โดยปัจจุบันส่งผลทำให้เมล็ดลำไยที่ไม่มีมูลค่าสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี
         "โครงการแก้ไขปัญหาลำไยค้างสต็อก ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามของกระทรวงเกษตรฯ ในการช่วยแก้ไขปัญหาที่มีกระแสข่าวการปลอมปนซึ่งทำให้ราคาลำไยตกต่ำ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำลายลำไยค้างสต็อก โดยนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวลอัดแท่งที่ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยไม่มีความกังวลว่าลำไยค้างสต็อกในปี 2546 และ 2547 จะเข้ามาปลอมปนทำให้เกิดปัญหาต่อราคาลำไยในท้องตลาดปัจจุบันอีกด้วย” นายธีระ กล่าว
สงวนลิขสิทธิ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ | เสนอแนะ-ติชม: webmaster@moac.go.th  | Call Center 1170  | แผนผังเว็บไซต์
 
Webstats4U - Free web site statistics สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
 
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์canada goose pas chercgoutlet jassenpjs Parajumpers goose-france