FAO >> บทบาทของเอฟเอโอในประเทศไทย
ความร่วมมือสู่อนาคต

Share

ความร่วมมือสู่อนาคต
          นับแต่วันที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การอาหารและเกษตรกรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ในปี พ.ศ. 2490 จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเอฟเอโอมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับโภชนาการและมาตรฐานของชีวิต ปรับปรุงการผลิตทาการเกษตร และสภาพความเป็นอยู่ของชาวชนบทไทย
          ด้วยโครงการความร่วมมือทางวิชาการ และโครงการเทเลฟู้ดของเอฟเอโอ ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและการเงินเป็นอย่างมากนับจากโครงการแรก คือ โครงการควบคุมโรคเป็ดในปี พ.ศ.
 2520 ไปจนโครงการล่าสุดในปี พ.ศ. 2545 คือ โครงการผลิตข้าวโพดอย่างยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างเอฟเอโอและประเทศไทยได้ครอบคลุมการพัฒนาการเกษตรหลายสาขา และหลายพื้นที่ โดยมีโครงการที่โดดเด่นน่าชื่นชมอยู่มากมาย


โครงการความช่วยเหลือในการพัฒนาการเลี้ยงไหม
          ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตไหมแบบพื้นบ้าน โดยมรเกษตรกรเลี้ยงไหมราว 1.5 ถึง 2 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การผลิตรังไหมของไทยยังคงได้ผลผลิตน้อย โดยเฉลี่ยแล้วได้รังไหมต่ำกว่า 15 กิโลกรัมต่อไข่ของหน่อยไหม 1 กล่อง ซึ่งเป็นจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่สามารถผลิตรังไหมได้เฉลี่ย 35 กิโลกรัม ต่อ 1 กล่อง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการเลี้ยงไหมอย่างกว้างขวาง
          ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของกรมส่งเสริมการเกษตรในการผลิตไข่ไหมปลอดเชื้อเพื่อเกษตรกรเลี้ยงไหม เอฟเอโอได้อนุมัติโครงการช่วยเหลือการพัฒนาการเลี้ยงไหมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2540 และเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 เป็นระยะเวลา 2 ปี ด้วยเงินสนับสนุน 235,000 ดอลลาร์สหรัฐ
          ทางโครงการได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่คนไทยมาให้คำแนะนำในการผลิตไข่ไหมปลอดเชื้อ และเจ้าหน้าที่ด้านวิชาการในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามาให้คำปรึกษาแนะนะการเลี้ยงไหมและควบคุมโรครวมถึงเจ้าหน้าที่ต่างชาติที่มีประสบการณ์มาให้คำแนะนำเรื่องการปรับปรุงเครื่องอำนวยความสะดวกและอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงตัวอ่อนไหม ดักแด้ และการควบคุมคุณภาพรังไหม
          เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ทางโครงการได้เพิ่มการอบรมแก่ผู้พิการในชนบท เพื่อแสดงให้เห็นถึงโอกาสการสร้างกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงไหมแก่คนพิการ เกษตรกรพิการแปดคนได้รับการอบรมการสาวไหมด้วยเครื่องที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ไหมให้แก่โครงการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินาถ
          เมื่อได้รับการอบรมแล้ว คนพิการสามารถสร้างรายได้ราวเดือนละ 2,600 – 5,400 บาทและนำไปสู่การตังกลุ่มผู้เลี้ยงไหมในหมู่บ้าน เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตไหมเพื่อจำหน่ายให้แก่ตลาดในประเทศ

โครงการปรับปรุงอาหารโคนมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
          รัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะเพิ่มปริมาณน้ำนมและอัตราการบริโภคโคนมเพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโปรตีนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชนที่กำลังเจริญเติบโต เกษตรกรฟาร์มโคนมได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากภาครัฐอย่างมาก จากการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และระยะเวลาการส่งคืนเงินกู้และดอกเบี้ยที่ยาวขึ้น
          แต่ประเทศไทยไม่เหมืนอประเทศอินเดียที่มีเกษตรกรจำนวนมากที่สืบทอดประสบการณ์การเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น นอกจากนี้ ยังขาดการวิจัยและความรู้ทางโภชนาการ
          นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และเงินทุนการขาดการปรับปรุงสายพันธุ์หญ้าที่เป็นอาหารและการขาดการจัดการและการปฏิบัติการด้านอาหารที่เพียงพอ ส่งผลให้อุตสาหกรรมนมโดยรวมยังต้องเผชิญปัญหาการผลิตต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งการผลิตนมยังได้ผลผลิตน้อย ปริมาณน้ำนมก็ไม่สม่ำเสมอ และการผสมข้ามสายเลือดของสายพันธุ์วัวนมจากต่างประเทศยังคงน้อยอยู่
          ดังนั้น โครงการความร่วมมือทางวิชาการของเอฟเอโอจึงได้จัดตั้งฟาร์มนำร่องขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เพื่อสาธิตการปรับปรุงกิจการโคนมด้วยวิธีการปรับปรุงโภชนาการ โดยใช้แหล่งอาหารเดิมให้เกิดประโยชน์และศักยภาพสูงสุดเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนม อันจะทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวดีขึ้น
          เอฟเอโอได้อนุมัติโครงการดังกล่าวในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 โดยจัดสรรงบประมาณจำนวน 228,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องและเพิ่มมูลค่าของนม ด้วยความมุ่งหมายที่จะนำแหล่งอาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพทางโครงการได้สาธิตให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตน้ำนมด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น จุดประสงค์หลักของการสาธิตเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันสำปะหลังสามารถเป็นแหล่งอาหารของโคนมที่มีคุณภาพสูง ราคาถูก และยังช่วยลดปริมาณการใช้อาหารสำเร็จรูปอีกด้วย
          นอกจากนี้ การผลิตและการให้อาหารโคนมด้วยมันสำปะหลังแห้งอาจช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตน้ำนมต่ำซึ่งอุตสาหกรรมนมกำลังประสบอยู่อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงคุณภาพการผลิต ยืดระยะเวลาการให้นม และเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำนมของวัว
          ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับไปสู่หมู่บ้านของตนเอง จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะพิจารณาถึงโครงการขนาดใหญ่ที่ช่วยสร้างงาน ยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน และปรับปรุงเกษตรกรรมแบบยั่งยืนในท้องถิ่น

โครงการสนับสนุนการก่อตั้งสหกรณ์การเกษตรและการฝึกอบรมในภาคเหนือของไทย
          สหกรณ์การเกษตรนับเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลไทยในการพัฒนาชนบท ปรับปรุงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่น ปรับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างรายได้ที่สูงขึ้นให้กับแรงงานในชนบท และกระจายรายได้สู่ครอบครัวได้อย่างถ้วนหน้า
          ทางโครงการได้ขอการสนับสนุนจากเอฟเอโอซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2537 ด้วยงบประมาณจำนวน 294,609 ดอลลาร์สหรัฐ โดยที่เอฟเอโอได้ให้การช่วยเหลือโครงการสนับสนุนการสร้างสหกรณ์การเกษตรและการฝึกอบรมในภาคเหนือของไทย ผ่านโครงการความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีผู้ให้คำแนะนำระดับนานาชาติ 2 คน และระดับประเทศ 5 คน เป็นผู้ให้คำปรึกษาและการสนับสนุนนี้ รวมถึงการว่าจ้างผู้รับเหมาการฝึกอบรมทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนด้านเครื่องมือ
          โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2538 จนแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มศักยภาพของหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยเพื่อสามารถให้การฝึกอบรมและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแก่สหกรณ์การเกษตรแบบพึ่งตนเองและหน่วยงานกึ่งสหกรณ์ ซึ่งให้การช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยและเกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินในภาคเหนือของไทย
          กิจกรรมในโครงการ ได้แก่ การสำรวจความต้องการของเกษตรกรรายย่อยที่สัมพันธ์กับการพึ่งพาตนเอง และการแสดงข้อจำกัดต่างๆ ของการพัฒนาสหกรณ์ที่จัดตั้งอยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับสหกรณ์แบบก้าวหน้า และได้ทดลองใช้ในสหกรณ์สามแห่งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงเทคนิคการส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ และเผยแพร่ผลที่ได้โดยผ่านการสอนและงานอื่นๆ ต่อไป
          ทางโครงการได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในการใช้วัสดุท้องถิ่นและทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อวางนโยบายพัฒนาสหกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงการผลิตภาคการเกษตร และแนะนำวิธีหารายได้ทางใหม่แก่ครอบครัว กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมาจากโครงการทดลองนำล่องในสหกรณ์การเกษตร 3 แห่งดังกล่าว ซึ่งแต่ละแห่งมีกลุ่มผู้ผลิตมากกว่า 1 กลุ่ม และกลุ่มสตรี 1 กลุ่ม
          โครงการนี้ประสบความสำเร็จและได้ใช้เป็นแนวทางแก่รัฐบาลในการกำหนดนโยบายการจัดตั้งสหกรณ์เพื่อส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตในสหกรณ์

สงวนลิขสิทธิ์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ | เสนอแนะ-ติชม: webmaster@moac.go.th  | Call Center 1170  | แผนผังเว็บไซต์
 
Webstats4U - Free web site statistics สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
 
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเว็บไซต์canada goose pas chercgoutlet jassenpjs Parajumpers goose-france