“ผู้ช่วยปลัดพรเทพ” ร่วมพิธีปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2568
13 มิ.ย. 2568
133
0
“ผู้ช่วยปลัดพรเทพ”
“ผู้ช่วยปลัดพรเทพ” ร่วมพิธีปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2568

“ผู้ช่วยปลัดพรเทพ” ร่วมพิธีปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2568


วันที่ 13 มิถุนายน 2568 เวลา 09.45 น. ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ นายพรเทพ ศรีธนาธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีปิดการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “การทูตเชิงรุกที่ตอบโจทย์ประชาชน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติ” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 14 มิถุนายน 2568 โดยมี นางสาวสุกฤตา พงศาปาน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ และนางสาวจูงจิตต์ เกิดแก่น นักวิเทศสัมพันธ์ปฏิบัติการ กรมประมง ช่วยปฏิบัติราชการสำนักการเกษตรต่างประเทศ เข้าร่วม ณ โรงแรม ดิ แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ


นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กล่าวรายงานและสรุปภาพรวมผลการประชุมต่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการปรับกระบวนทัศน์นโยบายการต่างประเทศใหม่ โดยเน้นหลักการ 3 หัวข้อ ได้แก่
1. Repositioning ลดความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Strategic De- risking) ระหว่างความขัดแย้งของมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่มความสัมพันธ์กับมหาอำนาจลำดับรอง ในภูมิภาคที่ไกลออกไป
2. Rebranding การให้คุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Value) การทำให้ประเทศไทยเป็นมิตรที่ขาดไม่ได้ (Indispensable Partner) สร้างความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และแสดงบทบาทเป็นประเทศที่มีหลักการและเป็นผู้ส่งเสริมสันติภาพ
3. Proactive การเพิ่มเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค อาทิ กระชับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกอาเซียน และเพิ่มบทบาทนำในภูมิภาค โดยแบ่งลำดับความสำคัญออกเป็น (1) ระยะสั้น การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการส่งออก ดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว (2) ระยะกลางและระยะยาว การให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีและความตกลงคุ้มครองการลงทุน การเน้นความร่วมมือ OECD และ BRICS การมุ่งเป็นศูนย์กลางคมนาคมและโลจิสติกส์ ดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน กำหนดระเบียบด้านเศรษฐกิจใหม่


โดยกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ให้เอกอัครราชทูตประจำแต่ละภูมิภาคของทวีปเป็นผู้นำเสนอแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในหัวข้อ “การทูตเชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย” ได้แก่
1. แผนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทสงครามการค้าสหรัฐ-จีน โดยเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
2. แผนการดึงดูดการลงทุน และความร่วมมือทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในตลาดดั้งเดิม โดย เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส
3. แผนการสร้างพันธมิตรและเจาะตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงในบริบทโลก โดย เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด
4. แผนการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อความมั่นคงรอบด้านสำหรับประชาชนคนไทย โดย เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว


ในโอกาสนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน ได้แก่
1) การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ (Action Plan)
ระยะสั้น ต้องส่งเสริมเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเดิมที่เป็นรายได้หลักทั้งการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น กรณีส่งออกผลไม้ไทยไปทั่วโลก ต้องมีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อรักษาความนิยมผลไม้ไทยและขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มความสะดวกด้านการขนส่งให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ผ่านการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เสริมสร้างความเชื่อมโยง ตลอดจนเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ทั้งที่คั่งค้างอยู่
2) การเป็น “ผู้ส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน” ไทยควรขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจผ่านการใช้มุมมองด้านการต่างประเทศเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยเน้นที่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญในทุกมิติขณะเดียวกัน ไทยควรดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน บนผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนชาวไทยเป็นหลัก
3) การร่วมมือทำงานในนาม“ทีมประเทศไทย” โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า การดำเนินงานไม่ควรจำกัดอยู่ในมิติการทำงานเพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่ง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการทูตเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมประเทศไทย ด้วยการชี้เป้าหมายที่ชัดเจน และปลดล็อกเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานได้รวดเร็ว สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามสถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน ไปยืนในตำแหน่งที่สง่างามและได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้บริบทโลกใหม่


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงจุดยืน และท่าทีของไทย 3 เรื่อง ได้แก่ (1) มาตรการภาษีของสหรัฐฯ (2) สถานการณ์การเมืองในเมียนมา (3) กรณีข้อพิพาทกับกัมพูชา โดยใช้หลักสันติวิธี โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee – JBC) ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 จะมีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างสองประเทศมากขึ้น

การเกษตรต่างประเทศ
ตกลง