วันที่ 22 กันยายน 2569 คณะผู้แทนไทย นำโดยนางสาวนฤมล สงวนวงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วยนางสาวปทุมวดี อิ่มทั่ว อัครราชทูต (ฝ่ายเกษตร) ผู้แทนสำนักการเกษตรต่างประเทศ และทีมสปษ.โรม เดินทางเยือนเมืองอมาลฟี โดยเข้าพบ นาย Daniele Milano นายกเทศมนตรีเมืองอมาลฟี และผู้แทนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ระบบมรดกทางการเกษตรโลก (Globally Important Agriculture Heritage Systems: GIAHS) ก่อนเยี่ยมชมสวนมะนาวและระบบเกษตรกรรมแบบขั้นบันได ซึ่ง FAO ได้ให้การรับรองเป็นพื้นที่ GIAHS แห่งที่ 3 ของอิตาลี เมื่อปี 2568
ในการหารือ นายกเทศมนตรีเมืองอมาลฟีได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ การอนุรักษ์ภูมิทัศน์เกษตรกรรม และการพัฒนาพื้นที่ควบคู่กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น และแนวทางการบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต
จากนั้น คณะผู้แทนไทยได้เยี่ยมชม สวนมะนาว โดยนาย Salvatore Aceto เจ้าของสวนให้การต้อนรับและนำชมพื้นที่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการปลูกและดูแลมะนาวที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คณะผู้แทนได้เห็นการทำเกษตรในพื้นที่จริง ตั้งแต่การจัดการพื้นที่ การดูแลต้นมะนาว ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิต
จุดเด่นของระบบเกษตรกรรมอมาลฟีอยู่ที่การปรับตัวของเกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรบนภูมิประเทศที่มีความลาดชันสูงและพื้นที่ราบจำกัด โดยสร้างแปลงเกษตรแบบขั้นบันไดด้วยกำแพงหินแห้ง (dry-stone walls) ซึ่งช่วยรักษาหน้าดิน ควบคุมการไหลของน้ำ และลดการชะล้างพังทลาย ขณะที่ต้นมะนาวปลูกบนโครงสร้างไม้ที่เรียกว่า pergola เพื่อรองรับกิ่งและผลผลิต จนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์ชายฝั่งอมาลฟี อีกทั้ง ยังต้องอาศัยทักษะเฉพาะถิ่นในการทำสวนมะนาว ทั้งการตัดแต่งกิ่ง การจัดทรงต้น การดูแลระบบน้ำ และการเก็บเกี่ยวด้วยมือ โดยเฉพาะการทำงานบนโครงสร้าง pergola เหนือพื้นที่ลาดชัน จนเกษตรกรได้รับการขนานนามว่า “Flying Farmers” สะท้อนถึงภูมิปัญญาและทักษะที่ได้รับการถ่ายทอดต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน
ผลผลิตสำคัญคือมะนาวพันธุ์ Sfusato Amalfitano ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่และได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (PGI) มีลักษณะเด่นด้านกลิ่นหอมและรสชาติ และมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ ลิมอนเชลโล ขนม และผลิตภัณฑ์อาหาร ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตและเชื่อมโยงภาคการเกษตรกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ชายฝั่งอมาลฟีได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO ตั้งแต่ปี 2540 จากคุณค่าของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่เกิดจากการปรับตัวของมนุษย์ต่อภูมิประเทศ ขณะที่ในปี 2568 ระบบ “Lemon Orchards and the Terraced Agricultural System in Amalfi” ได้รับการรับรองเป็น GIAHS จาก FAO ทำให้อมาลฟีเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นของการรักษาภูมิทัศน์ วัฒนธรรม และระบบเกษตรกรรมไว้ร่วมกัน
การศึกษาดูงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำบทเรียนจากอมาลฟีมาต่อยอดการพัฒนา GIAHS ของประเทศไทย โดยเฉพาะการรักษา อัตลักษณ์ของพื้นที่ควบคู่กับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงการเกษตรกับการท่องเที่ยว การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
GIAHS ไม่ได้เป็นแค่การอนุรักษ์ผลผลิตหรือพื้นที่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการรักษาระบบเกษตรกรรมแบบองค์รวม ซึ่งประกอบด้วยคน องค์ความรู้ ภูมิทัศน์ ทรัพยากร และวิถีชุมชน การทำให้ระบบดังกล่าวสามารถสร้างคุณค่าและรายได้ควบคู่กับการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรในการดำรงอยู่และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน