รมช.เกษตรฯ “ปิยะรัฐชย์” ปักหมุดปทุมธานี ดัน “เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ” ผนึกเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับสินค้า GI กล้วยหอมทอง-หมากเหลือง โกยรายได้ทะลุเป้า หนุน Smart Farmer ยุคโลกเดือดอย่างยั่งยืน
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการสัมมนาขับเคลื่อนเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรต้นแบบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ศูนย์การประชุมและฝึกอบรมวิชาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปทุมธานี ตำบลบางพูน อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พร้อมเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเร่งผลักดันแนวทาง “เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ” (Climate-Smart Agriculture: CSA) โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแกนหลักขับเคลื่อน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับตัว เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกท่ามกลางความท้าทายของสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้ดำเนินการยกระดับเมืองด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ขับเคลื่อนสินค้าอัตลักษณ์ GI “กล้วยหอมทองปทุมธานี” ในพื้นที่อำเภอหนองเสือ ซึ่งพลิกโฉมด้วยเทคโนโลยี “ต้นเตี้ยลดการหักล้ม” บนพื้นที่ปลูกกว่า 9,672 ไร่ สามารถสร้างมูลค่าในรูปแบบแปลงใหญ่ได้สูงถึง 69.4 ล้านบาทต่อปี ควบคู่ไปกับการผลักดัน “หมากเหลืองปทุมธานี” ในอำเภอลำลูกกา สู่การเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ IoT ควบคุมการผลิต สร้างผลกำไรสุทธิได้สูงถึง 198,400 บาทต่อไร่ และสร้างมูลค่าแปลงใหญ่รวมกว่า 24.5 ล้านบาท อีกทั้ง ชูนวัตกรรมการจัดการฟางข้าวเพื่อลดการเผาของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ตำบลสวนพริกไทย ภายใต้แนวคิด “ชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนบริหารจัดการด้วยตนเอง” ด้วยการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในแปลงนา พร้อมทั้งนำเครื่องอัดฟางมาแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งให้เป็นฟางอัดก้อนเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริม ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับเป้าหมายหลักของ ศพก. ต้นแบบ CSA ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน
จากนั้น รมช.ปิยะรัฐชย์ นำคณะลงพื้นที่ต่อไปยัง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร G Farm @ Samkhok ตำบลกระแซง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เพื่อมอบนโยบายส่งเสริมการเกษตรแก่เกษตรจังหวัดในส่วนสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (สสก.1) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการดูแลพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 7.5 ล้านไร่ โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เร่งพัฒนาทักษะ (Upskill & Reskill) และนำระบบดิจิทัลมาใช้วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะในระดับพื้นที่อย่างเต็มกำลัง มุ่งสร้างองค์กรที่เข้มแข็งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสู่ความมั่นคง ผ่านการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรแปลงใหญ่ 427 แปลง พร้อมชูโครงการไฮไลต์ "10 ศพก. ต้นแบบ CSA" (Climate-Smart Agriculture) พลิกวิกฤตความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการยกระดับสู่ความยั่งยืนใน 3 มิติหลัก ประกอบด้วย มิติคน (People) เดินหน้าติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้เจ้าหน้าที่ พร้อมผลักดันกลุ่ม Smart Farmer และ Young Smart Farmer กว่า 2.6 หมื่นราย มิติพื้นที่ (Area) บริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) เชิงรุกด้วยเทคโนโลยี IoT และโดรนเกษตร และ มิติสินค้า (Commodity) ที่มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ยกระดับสู่มาตรฐาน GAP/Organic และผลักดันสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น (GI) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว