นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางการเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางการเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ไปยังเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ว่า วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเริ่มต้นการทำงานของศูนย์อำนวยการร่วมพิทักษ์ความมั่นคงทางเกษตรและอาหารพระพิรุณ (ศพร.) อย่างเป็นทางการ ซึ่ง ศพร. มิใช่หน่วยงานใหม่ แต่เป็นศูนย์บัญชาการร่วมที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติงานเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้แนวคิด “One Mission One Operation ภารกิจเดียว ปฏิบัติการเดียว เป้าหมายเดียว” มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเกษตรกรไทย สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่สุจริต คุ้มครองผู้บริโภค และรักษาความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหารของประเทศ ซึ่งผลการปฏิบัติงานของ ศพร. อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้นโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน จับกุมไปแล้วจำนวน 146 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท
“ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าการกระทำผิดด้านสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย การสวมสิทธิสินค้าเกษตร การปลอมแปลงแหล่งกำเนิดสินค้า การจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน การกระทำผิดผ่านช่องทางออนไลน์ และการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพื้นที่ ดังนั้น การทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อีกต่อไป เราจะต้องใช้ข้อมูลเดียวกัน วิเคราะห์ร่วมกัน วางแผนร่วมกัน และลงมือปฏิบัติร่วมกัน โดยมีนโยบายในการดำเนินงานของ ศพร. จำนวน 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญ ได้แก่ 1) ข้อมูลนำการปฏิบัติ โดยทุกหน่วยงานต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูล ข่าวกรอง และข้อมูลการผลิต การตลาด การนำเข้า การส่งออก รวมถึงข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ รวดเร็ว และตรงเป้าหมาย Operation Room ของ ศพร. ต้องเป็นศูนย์กลางข้อมูลของทุกหน่วยงาน 2) ข่าวกรองนำการบังคับใช้กฎหมาย โดยการปฏิบัติการทุกครั้ง ต้องมาจากการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ใช่การจับกุมแบบตั้งรับ แต่ต้องสามารถขยายผลถึงตัวการ/นายทุน/เครือข่าย/เส้นทางการเงิน/ช่องทางการลักลอบ เพื่อยุติการกระทำผิดทั้งระบบ 3) บูรณาการไร้รอยต่อ โดย ศพร. ต้องทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร/กรมปศุสัตว์/กรมประมง/สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร/สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ/ศุลกากร/ตำรวจ/ทหาร/หน่วยข่าวกรอง/ปปง. และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ให้เป็นทีมเดียวกัน 4) บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม โดย ศพร.จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันต้องคุ้มครองเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สุจริต การปฏิบัติงานทุกขั้นตอนต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักนิติธรรม 5) เชิงรุก รวดเร็ว เด็ดขาด ศพร. จะไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงแก้ไข แต่จะใช้การวิเคราะห์ปฏิทินการผลิต การเฝ้าระวังความเสี่ยง และการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ และ 6) วัดผลจากผลลัพธ์ ความสำเร็จของ ศพร. จะไม่วัดจากจำนวนการประชุม/จำนวนหนังสือราชการ/จำนวนคำสั่ง แต่จะวัดจากการลดการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย/การลดความเสียหายของเกษตรกร/การสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค/การเพิ่มความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้า/การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย” ผบ.ศพร. กล่าว