นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และขับเคลื่อนข้อมูลสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 10 - 11 สิงหาคม 2569 โดยมี นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าร่วม ณ ห้องราชาบอลรูม โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ ซึ่งโครงการดังกล่าวมุ่งยกระดับศักยภาพบุคลากรสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และส่วนกลาง รวม 160 คน ให้พร้อมเป็นบุคลากรที่มีความสามารถบริหารจัดการ วิเคราะห์ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการเกษตรได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการปรับบทบาทใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ที่เน้นให้หน่วยงานในพื้นที่บริหารจัดการและจัดเก็บข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศ 500TB.moac.go.th โดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานข้อมูลดิจิทัลภาคการเกษตรให้เป็นเอกภาพทั่วประเทศ
สำหรับโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง มีท้องถิ่นเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 551 ท้องถิ่น แบ่งเป็นด้านพืช 375 ท้องถิ่น ด้านประมง 95 ท้องถิ่น และด้านปศุสัตว์ 81 ท้องถิ่น ซึ่งการจัดโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้จะช่วยแก้ไขช่องว่างด้านทักษะการบริหารจัดการข้อมูลในระดับพื้นที่ โดยหลักสูตรเน้นการบูรณาการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ (Workshop) ครอบคลุมด้านพืช แมลงเศรษฐกิจ บริการเชิงสร้างสรรค์ ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง เพื่อการกำหนดนโยบายภาคเกษตรเชิงพื้นที่ (Data-Driven Policy) และการใช้งานระบบสารสนเทศ 500TB อย่างเข้มข้น ร่วมกับทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
“เป้าหมายสำคัญสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ คือการนำฐานข้อมูลดิจิทัลที่บูรณาการร่วมกัน ไปใช้วางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตรให้ตรงจุดตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ทั้งในการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การยกระดับมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่เกษตรกรไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายธิติ กล่าวทิ้งท้าย