นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2569 ในวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการแทนนายหรัฐมนตรี ประชุมเพื่อยกระดับมาตรการรับมือมลพิษทางน้ำ เร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ขจัดน้ำมันและเคมีภัณฑ์เต็มรูปแบบ กรมเจ้าท่า ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จัดการประชุมคณะกรรมการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ (กจน.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี (เดิม) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาและวางแนวทางขับเคลื่อนระบบจัดการมลพิษทางน้ำให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลจากบทเรียนเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลสำคัญในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ พ.ศ. 2565 ยกระดับการยกระดับโครงสร้างบริหารจัดการ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ (กจน.) พร้อมทั้งขยายขอบเขตความคุ้มครองและรับมือให้ครอบคลุมถึงสารเคมีภัณฑ์ สอดคล้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศ OPRC 1990 และ OPRC-HNS Protocol 2000
ในการประชุมในครั้งนี้ ได้มีการพิจารณาและผลักดันวาระสำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่: ร่างนโยบายการจัดการมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์: มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนจากการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงและความพร้อมเชิงระบบ ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การยกระดับความพร้อมและศักยภาพตามมาตรฐานสากล (IMO Guidelines), การบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน, การดึงภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และการเน้นลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงสุดตามหลัก Net Environmental Benefit Analysis (NEBA) แผนจัดการและแผนปฏิบัติการ 3 ด้าน: การพิจารณาร่างแผนจัดการมลพิษฯ ระดับชาติ พร้อมแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน ได้แก่ 1) แผนป้องกันฯ 2) แผนขจัดฯ และ3) แผนฟื้นฟูฯ
นอกจากนี้ สำหรับหลักเกณฑ์ประเมินค่าใช้จ่ายและค่าเสียหาย: กำหนดเกณฑ์คำนวณค่าใช้จ่ายในการขจัดคราบน้ำมัน/เคมีภัณฑ์ เช่น ค่าบุคลากร ค่ายานพาหนะ (เรือ/อากาศยาน) อุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลือง รวมถึงหลักเกณฑ์ประเมินค่าเสียหายต่อบุคคล ทรัพย์สิน และการเยียวยาการสูญเสียรายได้/ค่าเสียโอกาสของประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ รวมทั้งมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นรูปธรรม จึงมีการพิจารณาแต่งตั้งอนุกรรมการ 3 ด้าน ได้แก่ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและประเมินค่าความเสียหายฯ, คณะอนุกรรมการจัดการฝึกซ้อมแผนฯ และคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดค่าใช้จ่ายฯ การดำเนินการในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน