ก.เกษตรฯ แถลงสถานการณ์น้ำ พร้อมเดินหน้าสำรวจความเสียหาย เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้มอบหมายกรมชลประทานให้เร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และระบายน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด ในส่วนข้อสั่งการของนายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายหน่วยงานภายใต้การกำกับ อาทิ กรมประมง สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จัดทำพื้นที่ Safety Area เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานรวบรวมของใช้จำเป็น และเป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะนี้กำลังทยอยจัดตั้งตามพื้นที่ได้รับผลกระทบและมีความเสี่ยง รวมไปถึง นางสาว
ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งดำเนินการฟื้นฟูอาชีพหลังประสบภัย ส่งเสริมการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในระยะสั้น เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่อง
นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา และโฆษกกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศ ช่วงวันที่ 5 - 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา จะมีฝนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ ก่อนที่ช่วงวันที่ 8 - 9 ตุลาคม ฝนมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ช่วงวันที่ 10 - 11 ตุลาคม ยังมีแนวโน้มเกิดฝนในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงยังต้องติดตามฝนในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทานจึงเร่งใช้ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีแนวโน้มลดลง ในการพร่องน้ำในระบบชลประทาน เพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ และเตรียมความพร้อมของระบบระบายน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือ และสถานีสูบน้ำ เพื่อรองรับฝนระลอกใหม่ จึงขอให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมแม่น้ำ ติดตามพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ฝน ระดับน้ำ และประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำและฝนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับการบริหารจัดการและจัดจราจรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาพื้นที่รองรับน้ำ และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2569) ว่า จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงตั้งแต่ วันที่ 3 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 มีจังหวัดได้รับผลกระทบ 43 จังหวัด เกษตรกร 146,137 ราย พื้นที่ประสบภัย 1,896,978 ไร่ พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 1,661,685.12 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 1,331,794.63 ไร่, พืชไร่/พืชผัก 246,434.95 ไร่, ไม้ผลไม้ยืนต้น 96,442.04 ไร่ ซึ่งเบื้องต้นได้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว จำนวน 24 จังหวัด สำหรับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ โดยเกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือมีสมุดเล่มเขียวเรียบร้อยแล้ว มีพื้นที่เพาะปลูกหรือทำการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ เกิดความเสียหายจริง รายละเอียดอัตราการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 มีรายละเอียด ดังนี้ 1) ข้าว ไร่ละ 2,240 บาท 2) พืชไร่และพืชผัก ไร่ละ 3,180 บาท 3) ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 6,800 บาท (กรณีไม้ผลไม้ยืนต้น ชะงักการเจริญเติบโตและสามารถฟื้นฟูได้ ไร่ละ 3,400 บาท) ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ กรณีพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย ถูก หิน ดินทราย ไม้โคลน รวมทั้งซากวัสดุทับถม ช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่าย ขุดลอก ขนย้ายฯ ไร่ละ 16,000 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในเรื่องการฟื้นฟูสภาพดิน การเตรียมสารชีวภัณฑ์ เพื่อเตรียมปรับปรุงบำรุงดินให้มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืชระยะสั้นที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชอายุสั้น เพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะสั้นหลังน้ำลดอีกด้วย