1. เปลี่ยนการแสดงผล :
    2. ก
    3. ก
    4. ก
    5. C
    6. C
    7. C
    8. C
    9. ตัวช่วยการเข้าถึงเว็บไซต์
    10. แผนผังเว็บไซต์
    11. EN
    12. TH
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
Ministry of Agriculture and Cooperatives
“กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สั่งด่วน! กรมประมงเร่งสำรวจความเสียหายจากอุทกภัย 47 จังหวัด พร้อมเดินหน้าเยียวยาตามหลักเกณฑ์ใหม่ และฟื้นฟูภาคประมงทันทีหลังน้ำลด
15 ต.ค. 2569
60
0
“กระทรวงเกษตรฯห่วงใยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
“กระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สั่งด่วน! กรมประมงเร่งสำรวจความเสียหายจากอุทกภัย 47 จังหวัด พร้อมเดินหน้าเยียวยาตามหลักเกณฑ์ใหม่ และฟื้นฟูภาคประมงทันทีหลังน้ำลด

     จากสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 จนถึงวันที่ 14 ตุลาคมม 2569 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ 47 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งพื้นที่เพาะเลี้ยง และผลผลิตสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยต่อประชาชนและพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว
จึงได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์การเยียวยาที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมมาตรการฟื้นฟูการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย

       นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง และในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) เปิดเผยว่า กรมประมงขานรับข้อสั่งการดังกล่าว โดยมอบหมายให้สำนักงานประมงจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เร่งสำรวจและตรวจสอบความเสียหายของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยจากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นของศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2569 พบว่า มีจังหวัดที่ได้รับความเสียหายจำนวน 47 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี บึงกาฬ หนองคาย นครพนม สกลนคร อุดรธานี ขอนแก่น ยโสธร นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรีกรุงเทพมหานคร สระบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และราชบุรี โดยมีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ รวม 18,774 ราย มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเสียหายประมาณ 140,092 ไร่ 225,066 ตารางเมตร ประกอบด้วยพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล จำนวน 30,509 ไร่ พื้นที่เลี้ยงปลา และสัตว์น้ำอื่นในบ่อดิน นาข้าว  หรือร่องสวน จำนวน 109,583 ไร่ และพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกันจำนวน 225,066 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 17,503 ล้านบาท ขณะที่วงเงินช่วยเหลือ อยู่ที่ 561.46 ล้านบาท

   สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยา กรมประมงจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2568 หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 โดยอัตราการชดเชย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ตามเกณฑ์ล่าสุด มีดังนี้ 1. ประเภทกุ้งก้ามกราม
กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 12,350 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย 2. ประเภทปลา หรือสัตว์น้ำอื่นที่เลี้ยงในบ่อดินนาข้าว หรือร่องสวน ช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 4,890 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย และ 3. ประเภทสัตว์น้ำที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน ช่วยเหลือ ในอัตราตารางเมตรละ 390 บาท ไม่เกิน 80 ตารางเมตรต่อราย ทั้งนี้ เกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือต้องขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมงก่อนเกิดภัย และอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

    รองอธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า พร้อมกันนี้ กรมประมงได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อให้คำแนะนำด้านวิชาการแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูสถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจริงทันทีที่ระดับน้ำเริ่มลดลงและสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงให้บริการรับขอคำขอช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านประมง แบบ กษ.01–ทบ.1 ไม่เว้นวันหยุดราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบและเร่งดำเนินการตรวจสอบเอกสาร เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เกษตรกรทั้งผู้ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงแล้วและผู้ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน สามารถยื่นแบบคำขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่

         นอกจากการเร่งช่วยเหลือและเยียวยาความเสียหายแล้ว กรมประมงยังเตรียมมาตรการฟื้นฟูภาคประมงหลังน้ำลด โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีแผนปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ผ่านโครงการต่าง ๆ โดยจะให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ในปี พ.ศ. 2569 ได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการเป็นลำดับแรก ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละโครงการ โดยในระยะยาว จะเร่งพัฒนาและปรับปรุงสัตว์น้ำพันธุ์ดี เน้นสายพันธุ์ที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว แข็งแรง ทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในอนาคต พร้อมถอดบทเรียนและพัฒนารูปแบบการใช้ประโยชน์จากพื้นที่หน่วงน้ำ โดยขยายผลความสำเร็จจาก “โมเดลทุ่งบางระกำ”และพื้นที่ลุ่มต่ำอื่น ๆ ด้วยการส่งเสริมการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในทุ่งรับน้ำ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตน้ำหลากให้เป็นโอกาส เพื่อสร้างผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

       ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถขอรับคำแนะนำทางวิชาการ ในการฟื้นฟูสภาพ บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ การดูแลและเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์น้ำ ได้ที่ สำนักงานประมงมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงในพื้นที่ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง (ศปภ.ปม.) กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง โทร. 0 2558 0236

 
 

Loading...
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ตกลง