ปลัดเกษตรฯ "รพีภัทร์" เดินหน้าพลิกโฉมข้าวไทย ชูโมเดล “Sandbox” ปั้นผลงาน Quick Win ตามนโยบาย รมว.สุริยะ มุ่งเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน สร้างรายได้ยั่งยืน
นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาการค้าข้าวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย ตามนโยบาย Quick Win ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเน้นการทำงานเชิงรุกให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเปลี่ยนจากการบรรเทาความเดือดร้อนเป็นครั้งคราว ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวให้แก่เกษตรกร ผ่านการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นระบบ
ที่ประชุมได้ร่วมกันหาทางออกให้กับการส่งออกข้าวไทย ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคาและต้นทุนโลจิสติกส์ในตลาดโลก โดยภาคเอกชนเสนอให้แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานขนส่ง จัดทำโซนนิ่งเกษตรแบบดิจิทัล และทบทวนมาตรฐานพันธุ์ข้าว กระทรวงเกษตรฯ ได้ขานรับข้อเสนอ พร้อมปรับระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ โดยเตรียมเมล็ดพันธุ์ล็อตแรกไม่น้อยกว่า 10 ตัน เพื่อกระจายสู่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว และเร่งจัดทำมาตรฐานข้าวพื้นนุ่มให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้โรงสีและผู้ส่งออกสามารถแยกเกรดข้าวได้ชัดเจน และเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างตรงจุด
การขับเคลื่อนทั้งหมดอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ "ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง" ซึ่งไม่เพียงมุ่งเพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกรอย่างยั่งยืน แม้ราคาข้าวในตลาดโลกจะผันผวน แต่ยังส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนผ่านการทำนาคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Rice) และการลดการเผาเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ได้จากโครงการ Sandbox มาเป็นผลงาน Quick Win ชิ้นสำคัญ เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมข้าวไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ในการนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เร่งจัดตั้งโครงการนำร่อง “Sandbox ข้าวไทย” บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตชลประทาน ในพื้นที่เป้าหมายจังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท หรือนครสวรรค์ โดยกำหนดเริ่มเพาะปลูกรอบแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้ โครงการจะนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) มาใช้อย่างครบวงจร ทั้งโดรน เครื่องจักรกลการเกษตร สารชีวภัณฑ์ และระบบบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการใช้พันธุ์ข้าวผลผลิตสูงที่ตรงกับความต้องการของตลาด ได้แก่ ข้าวพื้นนุ่ม กข113 และข้าวพื้นแข็ง กข85 ซึ่งมีศักยภาพให้ผลผลิตสูงถึง 1.4–1.5 ตันต่อไร่ และช่วยลดต้นทุนการผลิตเหลือประมาณ 6,000 บาทต่อตัน พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเกษตร ที่จะเข้ามาสนับสนุนด้านนวัตกรรม และรับประกันการรับซื้อผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งนับเป็นของขวัญปีใหม่อีกทางหนึ่งสำหรับพี่น้องชาวนา