ปลัดเกษตรฯ ชู Sandbox ข้าว–มันสำปะหลัง เชื่อม Big Data วางแผนผลิต–ตลาด รับมือความมั่นคงทางอาหาร จับตาผลผลิตเกษตรปี 69-70
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2569 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อพิจารณาข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ 12 ชนิด ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจและปศุสัตว์ พร้อมติดตามผลพยากรณ์สินค้าเกษตรอีก 14 ชนิด ทั้งพืชเศรษฐกิจและประมง สำหรับปีเพาะปลูก 2569/70 ปี 2569 และปี 2570 มุ่งพัฒนาฐานข้อมูลให้แม่นยำ เพื่อใช้วางแผนและบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสำรองอาหาร รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการเกษตร เพื่อใช้วางแผนการผลิตและกำหนดนโยบาย โดยคัดเลือกข้าวและมันสำปะหลังเป็นสินค้านำร่องในรูปแบบ Sandbox เชื่อมโยงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การปรับปรุงพันธุ์พืช ชีวภัณฑ์ และการลดการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่แปลงใหญ่ พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาการ แปรรูปเพิ่มมูลค่า และกระทรวงพาณิชย์จัดหาตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่เกษตรกร
สำหรับการขับเคลื่อน Sandbox ปลัดเกษตรฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตร เร่งกำหนดพื้นที่นำร่องและเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2570 โดยใช้งบประมาณปกติที่มีอยู่ พร้อมประสานสมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสีข้าว และภาคเอกชนร่วมสนับสนุนพื้นที่และการดำเนินงาน ควบคู่กับการจัดเก็บข้อมูลต้นทุน ผลผลิต การลดใช้สารเคมี และการจัดการดินและน้ำ เพื่อประเมินผลและเตรียมขยายโครงการภายใต้แผนงบประมาณปี 2571 รวมถึงพิจารณาต่อยอดสู่กลุ่มผักและผลไม้ในระยะต่อไป
ด้านข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร พบว่า ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2568/69 มีผลผลิต 26.431 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงร้อยละ 2.14 และมีพื้นที่เพาะปลูก 60.744 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 1.29 จากราคาข้าวเปลือกที่ปรับลดลง ต้นทุนการผลิตสูง และผลกระทบจากอุทกภัย ขณะที่สับปะรดปัตตาเวีย ปี 2568 มีผลผลิต 1.252 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.61 จากการขยายพื้นที่เพาะปลูก ส่วนยางพารา ปี 2568 มีผลผลิต 4.830 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.40 แม้พื้นที่กรีดยางลดลง แต่ผลผลิตต่อไร่ปรับตัวดีขึ้น
ส่วนผลพยากรณ์ ณ เดือนตุลาคม 2569 พบว่า สินค้าเกษตร 7 ชนิดมีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มะพร้าวผลแก่ กาแฟ สับปะรดปัตตาเวีย มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวนาปรัง ยางพารา และกุ้งกุลาดำ โดยมันสำปะหลังโรงงาน ปี 2570 คาดว่ามีผลผลิต 24.633 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.85 มะพร้าวผลแก่ ปี 2569 คาดว่ามีผลผลิต 638.834 ล้านผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.63 ข้าวนาปรัง ปี 2570 คาดว่ามีผลผลิต 8.13 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 กาแฟ ปี 2570 คาดว่ามีผลผลิต 19,128 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.25 และสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2569 คาดว่ามีผลผลิต 1.283 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.50
ขณะที่สินค้าเกษตรอีก 7 ชนิดมีแนวโน้มผลผลิตลดลง ได้แก่ ปลานิล ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กุ้งขาวแวนนาไม ข้าวนาปี ปลาดุก และถั่วเหลือง โดยปาล์มน้ำมัน ปี 2569 คาดว่ามีผลผลิต 20.183 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.02 จากสภาพอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และต้นทุนปุ๋ยสูง ส่วนข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2569/70 คาดว่ามีผลผลิต 25.813 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงร้อยละ 2.34
ปลัดเกษตรฯ ยังเน้นย้ำให้ส่งเสริมการปลูกพืชควบคู่กับการเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช โดยเตรียมชีวภัณฑ์ให้เพียงพอกับพื้นที่เพาะปลูก เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงส่งเสริมการจัดการตอซังข้าวเพื่อลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM2.5 พร้อมกำชับกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ป้องกันสินค้าปลอมและไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนร่วมมือกับภาคเอกชนถ่ายทอดความรู้ผ่านโรงเรียนเกษตรระดับตำบล
ในด้านการบริหารความเสี่ยง ปลัดเกษตรฯ มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตไปเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ให้พิจารณาพื้นที่เพาะปลูกตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ พร้อมจับตาปาล์มน้ำมันที่คาดว่าผลผลิตลดลงราวร้อยละ 3 แม้ราคาปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของตลาด เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาข้อมูลการผลิตปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง โคนม และไก่ไข่ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รองรับการประเมินอุปสงค์–อุปทาน วางแผนบริหารผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด และรับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศและต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง