ก.เกษตรฯ เปิดแปลงเรียนรู้ข้าว กข43 ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ
12 ต.ค. 2560
273
0
ก.เกษตรฯเปิดแปลงเรียนรู้ข้าว
ก.เกษตรฯ เปิดแปลงเรียนรู้ข้าว กข43 ที่อยุธยา หนุนรวมแปลงใหญ่ปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ

             ชาวนาส่วนใหญ่ทำนาแล้วต้องประสบกับภาวะขาดทุน ได้ข้าวคุณภาพต่ำ พบปัญหาวัชพืช ข้าวพันธุ์ปน โรคและแมลงศัตรูข้าว นก  และหนู อีกทั้งผลผลิตยังจำหน่ายได้ในราคาต่ำ ทำให้ต้องเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเรื่อยมา

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตระหนักถึงปัญหาของชาวนาจึงมีนโยบายให้ทำโครงการจัดทำแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวนาได้นำวิธีไปปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของตนเองในการแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป โดยพื้นที่ ต.ข้าวงาม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ชาวนาส่วนใหญ่ปลูกข้าวเกินปีละ 2 ครั้ง ปลูกต่อเนื่องไม่มีการพักดิน ดินเสื่อมโทรมและมีปัญหาวัชพืชจำนวนมาก เมื่อนำผลผลิตไปขายจึงได้ราคาต่ำเพราะมีสิ่งเจือปนมาก กรมการข้าวจึงได้คัดเลือกพื้นที่ 15 ไร่ มาจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้การทำนาคุณภาพแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยเลือกปลูกข้าวพันธุ์ กข43 ซึ่งเป็นพันธุ์รับรองของกรมการข้าวและมีงานวิจัยรองรับว่าเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ

แปลงเรียนรู้นี้นอกจากต้องการให้ชาวนาได้เข้ามาศึกษารูปแบบการทำนาแบบประณีตและประหยัดต้นทุน โดยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย เช่น เครื่องหยอดข้าวที่สามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวได้จากเดิมกว่า 50% แล้ว ยังมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างเหมาะสม ในการจัดการดิน ปุ๋ย การให้น้ำ และการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ วัตถุประสงค์อีกด้านของการทำแปลงเรียนรู้คือ ต้องการรู้ถึงผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของข้าวพันธุ์ กข43 ต้องการรู้มูลค่าผลผลิตทั้งหมดที่จะออกมาของข้าว 1 ไร่ ตั้งแต่เป็นข้าวสารรวมถึงการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทุกชนิด เพื่อให้ได้มูลค่าที่แท้จริงและราคาที่ควรสะท้อนกลับไปสู่ชาวนาว่าควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งแปลงเรียนรู้นี้จะเก็บสถิติข้อมูลทุกอย่างเพื่อเปรียบเทียบต้นทุนและผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ซึ่งต่อไปจะนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลที่ทันสมัยยิ่งขึ้นมาใช้ เพื่อทดสอบและติดตามผลว่าการทำนาแบบใดประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากชาวนาที่ต้องการปลูกข้าว กข43 อยากให้รวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ มีพื้นที่ในเขตภาคกลางยิ่งดีเนื่องจากพื้นที่มีความเหมาะสมและน่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะข้าวพันธุ์นี้จะไม่ส่งเสริมแบบทั่วไป จะเน้นตลาดเฉพาะผู้สนใจต้องลงทะเบียนยื่นความประสงค์กับกรมการข้าวเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการหรือโรงสีข้าวที่ต้องการนำข้าว กข43 ไปแปรรูปก็สามารถติดต่อได้ที่กรมการข้าวเช่นกัน เพื่อกรมการข้าวจะได้เชื่อมโยงการตลาดจับคู่ธุรกิจให้ระหว่างกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ ที่สำคัญต้องมีการตรวจรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานแปลง GAP โรงสี GMP เพื่อให้ได้ข้าวสารที่ผ่านการรับรองตราสัญลักษณ์ Q และมี QR code กำกับ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพตลอดกระบวนการผลิตและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ด้วย

ด้านนายสุวัฒน์ เจียระคงมั่น รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้าวพันธุ์ กข43 มีลักษณะเด่นที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น 95 วันปลูก โดยวิธีหว่านน้ำตม คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พื้นที่แนะนำปลูกควรเป็นพื้นที่นาชลประทาน พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และเกษตรกรมีช่วงเวลาในการทำนาน้อยกว่าพื้นที่ปลูกข้าวอื่นๆหรือพื้นที่ที่มีปัญหาข้าววัชพืชระบาด ที่สำคัญข้าวพันธุ์ กข43 เป็นข้าวขาวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งกรมการข้าวได้ทำการวิจัยร่วมกับมหาวิทยามหิดล และได้นำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานรับประทาน พบว่าสามารถรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยรับประทานข้าวนุ่มได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

 

สำหรับแปลงเรียนรู้ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่กรมการข้าวได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าว กข43 ด้วยวิธีประณีต พบว่าเกษตรกรเจ้าของแปลงสามารถลดต้นทุนจากเดิมที่ 4,000-5,000 ลดเหลือ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเกิดจากการปลูกข้าวโดยใช้เครื่องหยอดลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์จาก 30 กก.ต่อไร่ เหลือ 10 กก.ต่อไร่ สามารถลดต้นทุนส่วนนี้ลงได้ 300-400 บาท ส่วนผลผลิตค่าเฉลี่ย 700-800 กก.ต่อไร่ ทั้งนี้ คาดว่าราคาขายข้าวเปลือกน่าจะอยู่ที่ตันละ 10,000 บาท แปรรูปเป็นข้าวสารเฉลี่ยอยู่ที่ 50-70 บาทต่อกก. ซึ่งเชื่อว่าอนาคตข้าวพันธุ์ กข43 จะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ