“บิ๊กฉัตร” เร่งยกระดับศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง ยันมั่นใจไทยพร้อมก้าวเป็นผู้นำประมงยั่งยืนอาเซียนภายในปี 61 สั่งทุกหน่วยเข้มติดตามเฝ้าระวังประมงผิดกฏหมาย ขีดเส้นต้องเห็นผลชัดเจนภายใน ก.ค.นี้
16 พ.ค. 2561
254
0
ประมง
“บิ๊กฉัตร”เร่งยกระดับศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง
“บิ๊กฉัตร” เร่งยกระดับศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง ยันมั่นใจไทยพร้อมก้าวเป็นผู้นำประมงยั่งยืนอาเซียนภายในปี 61 สั่งทุกหน่วยเข้มติดตามเฝ้าระวังประมงผิดกฏหมาย ขีดเส้นต้องเห็นผลชัดเจนภายใน ก.ค.นี้

“บิ๊กฉัตร” เร่งยกระดับศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง ยันมั่นใจไทยพร้อมก้าวเป็นผู้นำประมงยั่งยืนอาเซียนภายในปี 61 สั่งทุกหน่วยเข้มติดตามเฝ้าระวังประมงผิดกฏหมาย ขีดเส้นต้องเห็นผลชัดเจนภายใน ก.ค.นี้

          วันนี้ (16 พ.ค.61) เวลา 10.30 น. พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและติดตามการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง (FMC) ณ กรมประมง ว่า ศูนย์ติดตามและเฝ้าระวังการทำประมง (FMC) ถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการควบคุมการทำประมงให้เป็นไปตามกฎ กติกา อย่างครบวงจร ตั้งแต่การควบคุมเรือที่เกี่ยวข้องกับการทำประมง ควบคุมการทำประมง เช่น พื้นที่ทำประมงที่ถูกต้อง พฤติกรรมการทำประมงอย่างถูกต้องตามเครื่องมือ จนถึงควบคุมการใช้แรงงานบนเรือประมง ที่สามารถส่งข้อมูลพฤติกรรมและเส้นทางการทำประมง ระหว่างการออกทำประมงให้ศูนย์ PIPO เป็นฐานในการเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เรือต้องแสดงในการใช้แรงงาน เพื่อให้ตรวจสอบทั้งก่อนออกและหลังกลับจากการทำประมง

          ดังนั้น ศูนย์ FMC จึงต้องมีความพร้อมในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาเทคนิคของระบบติดตามเรือ (VMS) ด้านข้อมูล โดยรวบรวมและสอบทานทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงของประเทศไทย จากทุกหน่วยงาน ทั้งกรมประมง กรมเจ้าท่า ศปมผ. กระทรวงแรงงาน ตำรวจ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ กำหนดเป้าหมาย โดยจัดชั้นความเสี่ยงตามพฤติกรรมการทำประมง ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจะนำมากำหนดเป็นชั้นความเสี่ยงของเรือประมงที่แม่นยำ ซึ่งจะทำให้ศูนย์ PIPO และหน่วยตรวจในทะเล สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างชัดเจน ตรงตัวคนทำผิด ส่วนผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะได้รับความสะดวกรวดเร็ว ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ศูนย์ FMC จะต้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทันทีด้วย โดยเชื่อมโยงงานกับฝ่ายตำรวจ เช่น สัญญาณ VMS ขาดหาย การรุกล้ำเขตทำประมงชายฝั่ง การออกทำประมงนอกเขตประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต และพฤติกรรมการทำประมงและขนถ่ายสินค้าในการทำประมงนอกน่านน้ำไทย ด้านการพัฒนาบุคลากร การดำเนินการให้เกิดผลการทำงานตามที่กล่าวข้างต้นให้ชัดเจน จับต้องได้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต้องมีความรู้ ความเข้าใจในกฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ รวมถึงพฤติกรรมการทำประมงในพื้นที่จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนอยู่สม่ำเสมอ

          อย่างไรก็ตาม ศูนย์ FMC จำเป็นต้องยกระดับการทำงานให้เพิ่มมากขึ้นอีก โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากรให้เกิดความเชี่ยวชาญชำนาญงาน ดังนั้นจึงมอบหมายให้ ศปมผ. จัดส่งเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 คน เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ FMC ทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อให้เป็นผู้ติดตามและฝึกฝนเจ้าหน้าที่ให้มีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นยังให้จัดทำกระบวนการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานให้มีความชัดเจน ตั้งแต่การติดตาม เฝ้าระวัง การสืบสวน การจับกุมผู้กระทำผิด การดำเนินคดี ตั้งแต่ชั้นหน่วยจับ ตำรวจ อัยการ และศาล ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องเห็นประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2561 นี้

   “การตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์ FMC ครั้งนี้ พบว่า มีการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานได้ดีขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ไปกำหนดชั้นความเสี่ยงของเรือประมงได้อย่างชัดเจนพอสมควร และช่วยสนับสนุนระบบการตรวจสอบของศูนย์ PIPO ได้เป็นอย่างดี เช่น การลดจำนวนเอกสารที่ชาวประมงต้องนำมาแสดงต่อศูนย์ PIPO ได้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับชาวประมงที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่สำคัญศูนย์ FMC ยังสามารถชี้เป้าเรือประมงที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายให้กับหน่วยตรวจในทะเลและศูนย์ PIPO ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย แต่เราจำเป็นต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพของศูนย์ FMC ให้มากยิ่งขึ้น  ซึ่งนอกจากที่ไทยจะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำการทำประมงอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ตามที่ไทยได้ประกาศผลักดันเป็นวาระร่วมของอาเซียนตั้งแต่ปี 2559 ได้ทันการเป็นประธานอาเซียนครั้งต่อไปในปี 2562 แล้ว ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ประเทศไทยเป็นไอยูยูฟรี หรือ ปลอดจากสินค้าประมงและการทำประมงผิดกฎหมายได้ทั้งระบบภายใน 2-3 ปีข้างหน้าด้วย” พลเอกฉัตรชัย กล่าว.