ตกลง
“เฉลิมชัย” ตั้งเป้าไทยเป็นฮับโปรตีนแมลงโลก ส่งเสริมเกษตรทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรยุคโควิด
15 ต.ค. 2563
289
0
“เฉลิมชัย” ตั้งเป้าไทยเป็นฮับโปรตีนแมลงโลก ส่งเสริมเกษตรทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรยุคโควิด “อลงกรณ์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีแมลง” หนุน 20,000 ฟาร์มปั้นอุตสาหกรรมอาหารใหม่ (Novel Food) ดันสตาร์ทอัพเกษตร เจาะตลาดโลก 3 หมื่นล้าน
“เฉลิมชัย”ตั้งเป้าไทยเป็นฮับโปรตีนแมลงโลก
“เฉลิมชัย” ตั้งเป้าไทยเป็นฮับโปรตีนแมลงโลก ส่งเสริมเกษตรทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรยุคโควิด

 

       นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 แถลงวันนี้ (15 ..) ว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบายตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตโปรตีนจากแมลงหรือฮับแมลงโลก โดยมีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ โดยได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัด เร่งส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งมีกว่า 20,000 ฟาร์ม      เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า นโยบายดังกล่าวสอดรับกับแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO: Food and Agriculture Organization) ที่ประกาศให้ “แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก” โดย FAO คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ของโลกซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนเพิ่มขึ้น 30% ภายใน 15 ปีข้างหน้า การสนับสนุนการบริโภคโปรตีนจากแมลงจึงเป็นหนึ่งในแนวทางในการรับมือกับอาหารในอนาคตที่ดีที่สุด ซึ่งผลการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และอาหารใหม่ (Novel Food) พบว่า “แมลง” มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ทั้งแคลเซียม ซิงค์ วิตามินบี 2 บี 12 ในปริมาณสูง มี โอเมกา 3 6 9 รวมทั้งไฟเบอร์ ซึ่งเป็นไฟเบอร์จากสัตว์เพียงชนิดเดียว ช่วยปรับสมดุลในลำไส้ นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายอีกกว่า 10 ชนิด สำหรับแมลงที่มีอยู่นับล้านชนิด “จิ้งหรีด” เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด และข้อมูลจากบริษัท Research and Markets ระบุว่า ตลาดแมลงรับประทานได้ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตระหว่างปี 2018-2023 คิดแบบ Compound Annual Growth Rate (CAGR) ที่ร้อยละ 23.8 และคาดว่าในปี 2023 ตลาดจะมีขนาด 37,900 ล้านบาท โดยตลาดเอเชียมีสัดส่วนถึง 30-40% ของทั้งโลก ที่เหลือกระจายตัวอยู่ทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกาและอเมริกาเหนือ

     จากข้อมูลของกรมวิชาการเกษตร พบว่า ประเทศไทยมีแมลงที่มีคุณค่าอาหารอย่างน้อย 194 ชนิด เช่น จิ้งหรีด จิ้งโกร่ง ตั๊กแตน หนอน และดักแด้ไหม ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักในการส่งออกแมลงไปขายทั่วโลก

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โปรตีนจากแมลงจัดเป็นซูเปอร์ฟู้ด (Super Food) และเป็นอาหารแห่งอนาคต(Future Food) ที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตการแปรรูปและการตลาดรวมทั้งส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ทั้งนี้   จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีแมลงภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC: Agritech and Innovation Center) โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับอีกอย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ กระบวนการผลิต การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งแบบสด แช่แข็ง ทอด คั่ว หรือบรรจุกระป๋อง รวมถึงทำเป็นผงบด เพื่อเป็นส่วนผสมในการทำ เบเกอรี่ และแปรรูปเป็นแป้งจำพวกเส้นพาสต้า โปรตีนบาร์ ผงแป้ง ขนมขบเคี้ยว และprotein shakes ซึ่งกลุ่มประเทศ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา เอเชียตะวันออกละตินอเมริกา แอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างให้ความสนใจต่อการบริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งตลาดส่งออกไทยไปต่างประเทศได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็วเติบโตถึงร้อยละ 23 ต่อปี โดยเฉพาะ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค มกอช.ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับฟาร์มจิ้งหรีด (มกษ.8202-2560) เป็นมาตรฐานทั่วไป

     นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ผู้เลี้ยงแมลง โดยเฉพาะจิ้งหรีดปัจจุบันมีแปลงใหญ่จิ้งหรีดทั้งหมดจำนวน 11 แปลง เกษตรกรสมาชิก 469 ราย พื้นที่รวมประมาณ 848.5 ไร่ ใน 10 จังหวัด ได้แก่ ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก มหาสารคาม ลพบุรี สระแก้ว และจังหวัดสุโขทัย โดยมีกำลังการผลิตรวมกว่า 1.1 พันตัน รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรที่สนใจเพื่อยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด ส่งเสริมให้เกษตรกรไทยหันมาเลี้ยงจิ้งหรีด ทั้งสายพันธุ์ทองดำ ทองแดง และสะดิ้ง เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในยุคโควิด          ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตจิ้งหรีดรวมมากกว่า 7,000 ตันต่อปี และสามารถป้อนตลาดภายในและต่างประเทศ รวมทั้งกรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรหม่อนไหมกว่า 20,000 รายในการพัฒนาดักแด้ไหมเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มาแรงเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีบริษัทสตาร์อัพของคนไทยที่ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากจิ้งหรีดเป็นรายแรกๆ ของโลก ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย และมีบริษัทที่ทำเกี่ยวกับการแปรรูปแมลงทยอยเกิดขึ้นตามมา แมลงถือเป็น Super food มีสารอาหารสูง ในต่างประเทศมีการแปรรูปเพื่อนำไปใช้ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นส่วนผสมในยา ทำเป็นผงแป้งผสมในขนมกรุบกรอบหรืออาหาร แม้แต่เครื่องสำอางค์และอาหารเสริม ฯลฯ ซึ่งกระทรวงเกษตรสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานเน้นการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมทำการตลาดแบบไฮบริดทั้งออฟไลน์และออนไลน์โดยขณะนี้มีการจำหน่ายบนตลาดออนไลน์เช่น Shopee Lazada ฯลฯปัจจุบันมีบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงในพื้นที่ภาคเหนือ                           ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางและตั้งโรงงานแปรรูปแมลงเพื่อส่งออกมีแบรนด์ของตัวเอง เช่นแบรนด์ ProteGo ผงโปรตีนจากจิ้งหรีด (Cricket Powder) ที่ขอนแก่น และบริษัท คริกเกท แลบ จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฟาร์มจิ้งหรีดระบบปิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นโรงงานผู้ผลิตผงโปรตีนจากจิ้งหรีดตามมาตรฐานยุโรปเช่นเดียวกับบริษัทโกลบอล บั๊คที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นสินค้าเกษตรและอาหารที่มีอนาคตและตอบโจทย์ความต้องการโปรตีนรูปแบบใหม่ที่มีโภชนาการสูงประเภทอาหารใหม่ (Novel Food) ของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ” นายอลงกรณ์ กล่าว