ตกลง
กระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ภาคเกษตรไทย หลัง โจ ไบเดน ชนะศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ
11 พ.ย. 2563
294
0
กระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ภาคเกษตรไทย หลัง โจ ไบเดน ชนะศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ สศก. เผยไทยได้โอกาส ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กระทรวงเกษตรฯวิเคราะห์ภาคเกษตรไทย
กระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ภาคเกษตรไทย หลัง โจ ไบเดน ชนะศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

กระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ภาคเกษตรไทย หลัง โจ ไบเดน ชนะศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐ

สศก. เผยไทยได้โอกาส ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงวันนี้ (11พ.ย.) ว่า จากที่ผลการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “โจ ไบเดน” จากพรรคเดโมแครต เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลกระทบทั้งมุมโอกาสและปัญหาต่อประเทศไทยในประเด็นความสำคัญของสหรัฐต่อโลกทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยเฉพาะภาคเกษตรในภาพรวม สหรัฐอเมริกามีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก รัฐบาลสหรัฐถือว่ามีอิทธิพลอันดับต้นๆ ของโลก และการค้าโลก ใช้เงินสกุล US ดอลลาร์ เป็นหลัก การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกการเคลื่อนไหวของค่าเงิน US ดอลลาร์ ส่งผลต่อค่าเงินสกุลอื่นทั่วโลก สหรัฐคือตลาดส่งออกใหญ่อันดับ2 ของไทย เงินสำรองระหว่างประเทศไทยของไทย ก็มีเงินสกุล USดอลลาร์ อยู่ไม่น้อย ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตาม US ดอลลาร์สหรัฐ ยังคงให้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) กับสินค้า 644 รายการ สหรัฐคือกลุ่มทุนซีกโลกตะวันตกที่ลงทุนในไทยมากอันดับต้นๆ

นโยบายของสหรัฐภายใต้การนำของผู้นำคนใหมจะส่งผลให้นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีแนวโน้มกลับมาผ่อนคลายมากขึ้น การค้าจะเปิดเสรีมากขึ้น สหรัฐจะเข้าสู่กติกาการค้าโลก นโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ อีกทั้งเพิ่มอัตราจัดเก็บภาษีธุรกิจและภาษีคนรวย ซึ่งอาจมีผลทำให้ภาวะการลงทุนภายในประเทศของสหรัฐชะลอตัวลง แต่จะเป็นผลดีต่อไทยและประเทศในแถบเอเชียที่จะเป็นแหล่งรองรับนักลงทุนสหรัฐที่ย้ายฐานออกมาโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการต่างประเทศ นโยบาย Free Trade with Alies เน้นทำการค้าเสรีแบบมีเงื่อนไขแต่ยังคงถ่วงดุลอำนาจจีน โดยสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศพันธมิตรเดิมโดยเฉพาะสมาชิกในความตกลงการค้า TPP เดิม ด้านการเกษตรภาพรวม ขยายฐานเสียงสู่ชาวอเมริกันชนชั้นกลางในเขตชนบท ด้านนโยบายการค้าสินค้าเกษตร เน้นนโยบายการค้าที่ส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวอเมริกัน เน้นการจัดการการผลิตที่ล้นตลาด (global overcapacity) เพื่อป้องกันการทุ่มตลาดและส่งผลต่อการค้า รวมทั้งเข้มงวดในมาตรการด้านการจัดการและกำหนดบทลงโทษกับคู่ค้าที่ฝ่าฝืนมาตรการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าสหรัฐจะมีการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่เป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สหรัฐจะหันกลับมาใส่ใจกับการลดปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น โดยวางแผนตั้งเป้าหมายให้อเมริกาเป็นอุตสาหกรรมเกษตรรายแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Net-zero emission) และสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ การขนส่ง พลังงาน ให้เพียงพอและรองรับต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้

“ผลการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 ซึ่ง โจ ไบเดน ได้รับชัยชนะนั้น  สศก. ได้ติดตามและวิเคราะห์ประเมินทิศทางนโยบายต่อภาคเกษตร คาดว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศจะผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับที่ โจ ไบเดนให้ความสำคัญ รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัยอาหาร การแสดงที่มาของผลผลิต การควบคุมการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยไทยมีโอกาสขยายการเปิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดได้มากขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ออแกนิค หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งการเน้นนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของสหรัฐให้เติบโต ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค และสินค้าเกษตรและอาหารของไทยด้วยเช่นกัน” นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สศก. กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่ผ่านมาว่า จากข้อมูลการส่งออกตั้งแต่ปี 2560 - 2562 ประเทศไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ มูลค่าเฉลี่ย 8.45 แสนล้านบาท โดยส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าเฉลี่ย 1.28 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 15.18 ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐทั้งหมด สินค้าส่งออกมูลค่าสูงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์และปลาและสัตว์น้ำ ของปรุงแต่งจากพืชผัก ผลไม้และลูกนัต ธัญพืช อาหารสัตว์เลี้ยง และยางพารา

อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้ประกาศการระงับสิทธิ GSP สำหรับสินค้าไทยจำนวน 231 รายการ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ด้วยเหตุผลว่าไทยไม่ปรับปรุงกฎระเบียบที่จะเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเนื้อสุกรของไทยได้อย่างเพียงพอ โดยสินค้าที่ถูกตัดสิทธิ GSP ครั้งนี้ เป็นสินค้าเกษตรจำนวน 44 รายการ แต่มีการนำเข้าในตลาดสหรัฐเพียง 22 รายการ ที่จะได้รับผลกระทบทำให้มีราคาขายสูงขึ้นจากการเสียภาษีนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 0 เป็นร้อยละ 1.9-9.6 ได้แก่ สินค้าเกษตรที่ถูกเรียกเก็บตามมูลค่าสินค้า (Ad valorem) จำนวน 13 รายการ เช่น พืชมีชีวิต ไขมันและน้ำมันที่ได้จากพืช พืชผักปรุงแต่ง กลูโคสและน้ำเชื่อมกลูโคส และเครื่องเทศ ที่จะเสียภาษีนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นต้นทุนทางภาษีที่เพิ่มขึ้นประมาณ 17.72 ล้านบาท และ สินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีตามสภาพ (Specific Rate) 9 รายการ ซึ่งจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นตามปริมาณการนำเข้าของสินค้า เช่น ถั่วลิสงปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย เมล็ดถั่วบีน เมล็ดพืชผักที่ใช้สำหรับการเพาะปลูก มะม่วงปรุงแต่ง และถั่วมะแฮะแห้ง

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการดำเนินมาตรการทางการค้าของสหรัฐที่อาจตามมาในอนาคต ไทยจึงควรเร่งปรับตัว โดยลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเร่งเสริมสร้างประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้า (Value Added) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้บริโภคมีความพึงพอใจและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น และให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ