นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายสร้างวิธีทำงานสู่การปฏิบัติ โครงการศูนย์บริการประชาชนภาคการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134 – 135 ว่า การดำเนินงานศูนย์บริการเกษตรพิรุณราชตั้งแต่เปิดให้บริการในช่วงเดือนตุลาคม 2566 – พฤศจิกายน 2568 สามารถแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรได้สูงถึงร้อยละ 99.48 จากเรื่องร้องขอทั้งหมดกว่า 23,000 เรื่อง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมยกระดับการให้บริการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบผ่านแอปพลิเคชัน "พิรุณราช" (Pirunraj) ที่เน้นความปลอดภัยสูงสุดด้วยการยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD และเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม กลางบริการภาครัฐ Citizen Portal (แอปทางรัฐ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรกว่า 30 ล้านคนสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ การจัดการน้ำและที่ดินทำกินได้อย่างเบ็ดเสร็จในจุดเดียว พร้อมตั้งเป้าพัฒนาฟีเจอร์การตลาดออนไลน์ในอนาคตเพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง เป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างมั่นคง ลดช่องว่างทางการค้าผ่านพ่อค้าคนกลาง และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมจัดประชุมชี้แจงแนวทางปฏิบัติงานในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียวให้กับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริการทั้ง 2,897 แห่ง ครอบคลุมระดับกรม จังหวัด และอำเภอ โดยระบบใหม่ได้ปรับปรุงหน้าเมนูให้ใช้งานง่าย มีระบบสำรวจความสนใจโครงการล่วงหน้าเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติและแนะนำสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายบุคคล รวมถึงการนำระบบแผนที่ดาวเทียมมาใช้ระบุพิกัดแจ้งเหตุให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีเร่งด่วนอย่างโรคระบาดต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง และภัยพิบัติธรรมชาติภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือถึงมือเกษตรกรอย่างทันท่วงที
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของระบบพิรุณราชโฉมใหม่คือการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุด โดยจะมีการพัฒนาระบบรักษาความลับสำหรับผู้แจ้งเบาะแสทุจริตและการกระทำที่ผิดกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมทั้งเตรียมนำระบบแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชันมาใช้เพื่อให้เกษตรกรติดตามสถานะการดำเนินงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรและหน่วยบริการเคลื่อนที่ในทุกพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรทุกกลุ่มแม้ในพื้นที่ห่างไกลจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเท่าเทียม นำไปสู่การแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนต่อไป