ก.เกษตรฯ หารือ ADB และ FAO วางรากฐานเกษตรสมัยใหม่ ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย รับมือความท้าทายในระดับสากล
นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับผู้แทนสำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประจำประเทศไทย ผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักการเกษตรต่างประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหารือแนวทางการลงทุนและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งเงินทุน ซึ่งในการหารือ ADB ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญหน้า โดยเฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่เกิดจากภาคการเกษตร รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ทำให้จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและเครื่องจักรกลมาใช้ทดแทน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องช่องว่างทางการเงินที่ภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจการเกษตร
ทั้งนี้ ADB จึงได้นำเสนอโครงการเพื่อธุรกิจการเกษตรที่ยืดหยุ่นของประเทศไทย (Resilient Agribusiness Program Thailand: RAP-T) ที่มุ่งยกระดับภาคธุรกิจเกษตรของไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้ทั้งเครื่องมือด้านนโยบาย องค์ความรู้ และกลไกทางการเงินที่เหมาะสม ซึ่งมีกระบวนการดำเนินงาน 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การหารือและคัดเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยเป้าหมาย 2) การศึกษาห่วงโซ่คุณค่า วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และประเมินภูมิทัศน์ทางการเงิน 3) การจัด Workshop ตรวจสอบความถูกต้องร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) การจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Concept Note: PCN)
รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญว่า โครงการ RAP-T จะต้องมุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือ "เกษตรกรรายย่อย" เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือในการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิต นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ "การตลาดนำการผลิต" (Demand-driven approach) เพื่อมุ่งเน้นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงและตรงกับความต้องการของตลาดโลกอย่างแท้จริง
ด้านผู้แทนจาก ADB และ FAO ได้ตอบรับนโยบายดังกล่าว และจะนำข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปดำเนินการศึกษาเชิงลึก ทั้งการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า การประเมินความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ และการประเมินภูมิทัศน์ทางการเงิน พร้อมระบุว่า องค์กรมีจุดแข็งในการออกแบบเครื่องมือทางการเงินเชิงนวัตกรรม เช่น กลไกการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) ที่จะช่วยลดความเสี่ยงและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ภาคการเกษตรได้มากขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินงานของโครงการ RAP-T จะใช้ระยะเวลาศึกษาและหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประมาณ 12 เดือน (พฤษภาคม 2026 ถึง เมษายน 2027) เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเวลาและฤดูกาลผลิตทางการเกษตรอย่างครบถ้วน โดยคณะทำงานจะร่วมกันจัดทำเอกสารวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า แนวทางด้านการเงินที่เหมาะสม และจัดเตรียมข้อเสนอแผนการลงทุน (Project Concept Note) เพื่อนำเสนอความคืบหน้าในช่วงต้นปีงบประมาณใหม่ของไทยต่อไป