“สุริยะ” สั่งการ “สรวุฒิ” ลงพื้นที่ด่านหนองคาย เร่งสปีดรถไฟผลไม้ไทย–ลาว–จีน ดันทุเรียนไทยชิงตลาดจีน
1.5 แสนล้านบาท
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังนายสุริยะ
จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อติดตามสถานการณ์ส่งออกทุเรียนและรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน ได้มอบหมายให้ตนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามการส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่จีนผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อยกระดับระบบส่งออกผลไม้ไทยทั้งด้านมาตรฐาน ความปลอดภัยอาหาร และโลจิสติกส์สมัยใหม่ โดยเฉพาะการติดตามกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การตรวจตู้สินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และระบบซีลคอนเทนเนอร์อิเล็กทรอนิกส์ (V-Seal) เพื่อป้องกันการเปิดตู้หรือการสวมสิทธิ์สินค้าในระหว่างขนส่งผ่านประเทศที่สามเข้าสู่จีน รวมถึงติดตามการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate : PC) ผ่านระบบ e-Phyto และการเชื่อมโยงข้อมูลผลตรวจสาร BY2 และแคดเมียม เพื่อรองรับมาตรการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้นของจีน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ
“วันนี้การแข่งขันของตลาดโลกไม่ได้วัดกันเพียงคุณภาพสินค้า แต่แข่งขันกันที่ความเร็วในการขนส่ง มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับทั้งระบบเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดจีนในระยะยาว “วันนี้โลกไม่ได้ซื้อแค่ทุเรียน แต่ซื้อความเชื่อมั่นของระบบส่งออกไทย” ซึ่งระยะเวลา 15 ชั่วโมงถึงจีน กำลังกลายเป็นแต้มต่อใหม่ของไทยในเกมแข่งขันส่งออกผลไม้โลก หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าเร่งระบบรางไทย–ลาว–จีน เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และรักษาความสามารถการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดจีน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยภาคเอกชนและผู้ประกอบการโลจิสติกส์มองตรงกันว่า ระบบรางไทย–ลาว–จีน จะกลายเป็น Game Changer สำคัญของอุตสาหกรรมผลไม้ไทย หากสามารถรักษาคุณภาพสินค้า ควบคู่กับการลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งได้ จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ที่กำลังเร่งขยายตลาดผลไม้ในจีนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเกมส่งออกผลไม้ยุคใหม่วันนี้ ไม่ได้แข่งกันแค่ “รสชาติ” แต่แข่งขันกันที่ “ความเร็ว มาตรฐาน และความเชื่อมั่น” ซึ่งกำลังกลายเป็นอาวุธสำคัญในการรักษาสถานะ “ผู้นำทุเรียนโลก” ของไทยในระยะยาว” นายสรวุฒิ กล่าว
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ด่านตรวจพืชหนองคายอำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า โดยขยายเวลาการออกใบรับรองสุขอนามัยพืช และเร่งประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานศุลกากร เพื่อป้องกันปัญหาตู้สินค้าตกค้างในช่วงฤดูกาลผลไม้ รวมทั้งสนับสนุนการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ National Single Window (NSW) และระบบดิจิทัล เพื่อให้การตรวจปล่อยสินค้าสอดรับกับความรวดเร็วของระบบราง
ด้าน นายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ระบบ e-Phyto ของกรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมในการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) โดยได้บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ NT ตั้งเป้าพัฒนาระบบแล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับ ลดการใช้เอกสาร และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบรับรองสุขอนามัยพืชระหว่างไทย–จีน ซึ่งปัจจุบันด่านหนองคายกำลังกลายเป็น “ประตูส่งออกผลไม้ไทยทางราง” เชื่อมไทย–ลาว–จีน ระยะทางกว่า 1,035 กิโลเมตร โดยสามารถขนส่งสินค้าเข้าสู่จีนได้ภายในประมาณ 24–48 ชั่วโมง และบางเที่ยวสามารถถึงนครคุนหมิงได้รวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ รักษาความสดของสินค้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดจีน
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 กรมวิชาการเกษตรออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) สำหรับการส่งออกทุเรียนไปจีนสะสมแล้วกว่า 36,401 ชิปเมนต์ปริมาณรวม 589,246.18 ตัน มูลค่ารวมกว่า 67,444.09 ล้านบาท ขณะที่เฉพาะวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มีการส่งออกทุเรียนจำนวน 881 ชิปเมนต์ ปริมาณ 14,724.33 ตัน มูลค่ากว่า 1,732.24 ล้านบาท สะท้อนความต้องการทุเรียนไทยในตลาดจีนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เส้นทางผ่านด่านหนองคายและสถานีรถไฟโมฮานของจีนมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขนส่งผ่านระบบราง ซึ่งกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผลไม้ไทย ลดต้นทุนขนส่ง และรักษาคุณภาพสินค้าในช่วงฤดูกาลผลไม้