“ร้อยเอก ธรรมนัส” รุกหนัก! ปั้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยปี 69 สู่ 'Smart & Sustainable Farming' ชูนวัตกรรมนำทาง ยกระดับชีวิตเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืน
ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 4 ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “ผสานความคิด ช่วยเพื่อนพ้นวิกฤต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยมี ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ โรงแรมไดมอนด์ พลาซ่า ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเสริมศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ผ่านการระดมความรู้ด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เกษตรกรนำไปปรับใช้สำหรับเลี้ยงกุ้งทะเลได้อย่างเหมาะสมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เป็นหน่วยงานสำคัญในการดูแลประมงทางทะเลและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงมีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมง จำนวน 19 ฉบับ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มความคล่องตัวให้กับชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำด้านการประมงโลกที่มีอุตสาหกรรมกุ้งเป็นฟันเฟืองหลักในการสร้างรายได้มหาศาล แต่ที่ผ่านมาต้องเผชิญภาวะซบเซาจากปัญหาโรคระบาดและอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศจนตลาดส่งออกบางส่วนปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายเนื่องจากไทยมีองค์ความรู้และมาตรการควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือการแก้ไขปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงเกินไป โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสัตว์ ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจปรับโครงสร้างต้นทุน เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าภาคเกษตรให้ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดภาระและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก และตนหวังว่างานสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทองครั้งนี้ จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 ให้มุ่งสู่การเป็น “Smart & Sustainable Farming” รวมถึงฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งให้กลับมาแข็งแกร่ง และพัฒนาศักยภาพให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งสามารถดำรงชีพได้อย่างยั่งยืน
สำหรับสัมมนาวิชาการชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทองครั้งนี้ จัดภายใต้หัวข้อ “ผสานความคิด ช่วยเพื่อนพ้นวิกฤต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "Smart & Sustainable Farming" หรือการทำฟาร์มอัจฉริยะที่ยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม แทนการเลี้ยงแบบเดิมที่เน้นเพียงปริมาณ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มไปสู่ระบบปิดที่ใช้บ่อปูพลาสติก PE 100% ควบคู่กับระบบน้ำหมุนเวียนและระบบบำบัดน้ำวน เพื่อความสะอาดและการจัดการโรคที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดผ่านโซลาร์เซลล์เพื่อลดต้นทุน และการปรับตัวสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำตามมาตรฐาน ASC เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์เทรนด์โลก
ในด้านการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ จะมุ่งเน้นความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และการลดการใช้สารเคมี โดยเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์โพรไบโอติก (ปม. 2) ในการควบคุมโรคทางเดินอาหาร และใช้นวัตกรรมไคโตซานเคลือบอาหารเพื่อลดการสูญเสียยาในน้ำ ช่วยให้กุ้งได้รับสารอาหารและยาอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งคัดเลือกสายพันธุ์กุ้งที่โตไวและทนทานต่อโรคสำคัญอย่างโรคขี้ขาว (WFS) และโรคตัวแดงดวงขาว (WSSV)
สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาด จะใช้หลักการ "การตลาดนำการผลิต" โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่านมาตรฐานสากลอย่าง ASC และ BAP พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นอาหารพร้อมทานเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็สร้างความสมดุลด้วยการรณรงค์บริโภคกุ้งในประเทศ และขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐในการประกันราคาและควบคุมการนำเข้าเพื่อรักษาสถียรภาพราคาไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้เกิดสภาวะร้อนแล้ง ซึ่งเกษตรกรต้องเตรียมแผนรับมือเพื่อรักษาความมั่นคงของรายได้และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า การกำหนดนโยบายภาครัฐต้องเริ่มจากการรับฟังเสียงของผู้ปฏิบัติจริง ไม่ใช่การตัดสินใจจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
“ถ้าฐานรากเข้มแข็ง ประเทศก็เข้มแข็ง อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะกลับมายิ่งใหญ่ได้ ต้องเริ่มจากการดูแลผู้เลี้ยงกุ้งให้ยืนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย