ตกลง
ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง
Philosopher of Sufficiency Economy
  • RESET
แสดงข้อมูล 11/11 รายการ
  • นายสุริยะ ชูวงศ์
  • นายสุริยะ ชูวงศ์
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2562
    นายสุริยะ ชูวงศ์ เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นระยะเวลา 35 ปี เน้นความพอเพียง ทำแต่พอประมาณ พึ่งพาตนเอง ใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ทำการจดบัญชีครัวเรือน บัญชีฟาร์ม และบันทึกข้อมูลการทำการเกษตรเพื่อวิเคราะห์วางแผนการผลิต มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเสียสละ และมีใจเป็นจิตอาสาในการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์การทำการเกษตรแก่ผู้สนใจ มีการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ในพื้นที่ 13 ไร่ ทำการเกษตรแบบผสมผสาน ด้วยการทำนาและการปลูกผลไม้ ปลอดสารพิษ เช่น ชมพู่ ละมุด มะนาว มะละกอ มะยงชิด กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ตาลโตนด เป็นต้น ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) ผลิตปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ และเครื่องดักจับแมลงใช้ในไร่นา เพื่อลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตได้รับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร หรือ ตราสัญลักษณ์ Q เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคด้านความปลอดภัยทางอาหารและด้านคุณภาพ มีการวางแผนการผลิต วางแผนการตลาด และหาวิธีการลดต้นทุนการผลิต เพื่อสร้างความระมัดระวังด้านการประกอบอาชีพ และวางแผนการใช้จ่ายในครอบครัวอย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการเวลา ทำงานเพื่อส่วนรวมและชุมชน เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิต เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน
  • นายสุธรรม จันทร์อ่อน
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2561
    นายสุธรรม จันทร์อ่อนเคยเป็นผู้ทำการเกษตรแบบธรรมชาติ โดยเพาะปลูกพืชผักตามฤดูกาล และหันมาปรับเปลี่ยนเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรเชิงเดี่ยว ตามคำเชิญชวนของบริษัทเอกชน โดยปลูกฝ้าย ปลูกอ้อย เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งสร้างรายได้ดีในช่วงแรกแต่สุดท้ายเกิดมีหนี้สิน เนื่องจากกิจกรรมทางการเกษตรแต่ละอย่างมีต้นทุนที่สูง ประกอบกับในกระบวนการผลิตยังมีการใช้สารเคมีในปริมาณสูง เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากและมีคุณภาพ ส่งผลให้มีสุขภาพไม่ดี จึงหันกลับมายึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำการเกษตรแบบอินทรีย์ มีการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนเพื่อวิเคราะห์ตนเอง จนสามารถปลดหนี้สินได้สำเร็จ และดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 17 ปี สามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น
  • นายสุธรรม จันทร์อ่อน
  • นายยวง เขียวนิล
  • นายยวง เขียวนิล
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2560
    นายยวง เขียวนิลเคยทำงานรับราชการและรับเหมาก่อสร้างแต่ไม่ประสบความสำเร็จจนเกิดความเครียดและหลงผิดแก้ปัญหาด้วยการดื่มสุราจนติดสุราเรื้อรัง ในปี พ.ศ. 2537 นายยวง ได้เข้ารับการรักษาจนสามารถเลิกสุราได้แล้วจึงตัดสินใจใช้ชีวิตและลงมือทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการศึกษาค้นคว้าในเรื่องทฤษฎีใหม่และดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายแห่ง ใช้หลัก 3 ศาสตร์ มาประกอบการวางแผนและดำเนินกิจกรรมการเกษตรอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ ศาสตร์พระราชา ศาสตร์ภูมิปัญญาและศาสตร์สากล ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต มากว่า 20 ปี โดยวางแผนทำการเกษตรบนที่ดินของตนเอง ขยายพื้นที่ตามกำลังความพร้อมจนดำเนินกิจกรรมเกษตรแบบผสมผสานเต็มพื้นที่ 44 ไร่ สร้างภูมิคุ้มกันโดยจัดแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรตามหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อทำนา ขุดบ่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลาหลายชนิด ทำสวนผสมผสาน ปลูกผลไม้และพืชผักสวนครัวหลากหลายที่ให้ผลผลิตสลับกันตลอดทั้งปี และสร้างที่อยู่อาศัยรวมถึงจุดเรียนรู้ มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการผลิต จนสามารถปลดหนี้สินได้ มีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พึ่งพาตนเองได้ ครอบครัวอยู่ดีมีสุข ลดความเสี่ยงเรื่องผลผลิตทางการเกษตร
  • นายคำพันธ์ เหล่าวงษี
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559
    นายคำพันธ์ เหล่าวงษีเกษตรกรผู้ที่เคยมีความคิดว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นไม่มีทางที่จะร่ำรวยอยู่สุขสบายได้ จึงเลือกศึกษาสายอาชีพในแผนกช่างกลโลหะและเข้ามาทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯจนได้พบว่ารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่มี จึงหันกลับมาเปิดโรงกลึงที่บ้านเกิดโดยนำที่นาไปจำนองแต่สุดท้ายเป็นหนี้สินจนต้องตัดสินใจขายที่นาทั้งหมดเพื่อชำระหนี้ และได้ทบทวนบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพร้อมศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และ “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้นายคำพันธ์ หันกลับมาทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ในปี พ.ศ. 2541โดยดำเนินชีวิตตามหลักความพอประมาณ คือ ทำตามสภาพของตนเองทำจากน้อยไปมากจากง่ายไปยาก พึ่งพาตนเองเน้นความพอเพียง ใช้เหตุผลในการวางแผนการดำเนินชีวิตโดยพิจารณาตามหลักการว่าจะทำอะไร ช่วงไหน อย่างไร เท่าไหร่และแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิกในครอบครัว พร้อมทั้งมีการวางแผนรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านการใช้จ่ายโดยมีการเก็บออม วางแผนด้านการเกษตรโดยคิดหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงแล้ง ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อป้องกันความเสี่ยงมีการศึกษาหาความรู้ให้กับตนเองอย่างสม่ำเสมอ
  • นายคำพันธ์ เหล่าวงษี
  • นายสมศักดิ์  เครือวัลย์
  • นายสมศักดิ์ เครือวัลย์
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558
    นายสมศักดิ์ เครือวัลย์หรือ ผญ.สมศักดิ์ เดิมทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อมาลงทุนแต่ประสบกับภาวะขาดทุนจากสภาพพื้นที่เกษตรกรรมที่ไม่เหมาะสมและมีปัญหาโรคพืชจากการผลิตแบบเดิมๆ และต้นทุนสูง ทำให้ไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาได้ จึงพลิกผันตนเองมาทำการเกษตรโดยไม่พึ่งพาสารเคมี โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการไปศึกษาดูงานในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเมื่อได้รับเลือกเป็นหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมสัมมนาในพื้นที่ต่าง ๆ หลายแห่งโดยใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2-3 ปี เพื่อเปลี่ยนมาทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกชนิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 และทำให้รู้ว่า“เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าลงมือทำจริงๆ สามารถทำให้รวยได้ ไม่ใช่การรวยเงินทอง แต่รวยปัจจัยสี่ ที่อยู่ในสวนในบ้านของเรา”
  • นายเอนก จีวะรัตน์
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2557
    นายเอนก จีวะรัตน์เรียนจบชั้น ปวส. ได้กลับมาทำเหมืองแร่ดีบุกต่อจากบิดา ระหว่างการทำเหมืองแร่ดีบุก ได้ปลูกยางพาราไปด้วยทำให้มีรายได้พออยู่พอกิน เมื่อทำเหมืองแร่ได้ประมาณ 5 ปี ได้เริ่มกังวลว่าในอนาคตเหมืองแร่ดีบุกคงหมดเนื้อแร่ นายเอนก จึงหันมาดำเนินกิจการเพาะต้นกล้ายางเพื่อจำหน่ายและเพาะปลูก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจังเป็นต้นมา ในช่วงแรก นายเอนก ได้ปลูกไม้ผลบนพื้นที่ จำนวน 5 ไร่ โดยเลือกที่จะปลูกต้นละไมซึ่งเป็นไม้ผลท้องถิ่นเพราะคิดว่าจะได้ราคาดี และเห็นว่ายังไม่มีเกษตรกรปลูกละไมมากนัก แต่การปลูกละไมต้องใช้ระยะเวลาถึง 7 ปี จึงจะสามารถเก็บเกี่ยวผลได้ ทำให้เกิดแนวคิดในการพึ่งตนเองในระหว่างรอการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นละไม คือ“ต้องมีอาหารไว้บริโภค พึ่งตนเองได้ และต้องมีรายได้ทุกวัน”จึงทำการปลูกพืชสวน พืชไร่ นานาชนิด โดยใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเป็นการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ครัวเรือน และยังได้ศึกษากลไกการตลาดในชุมชนในระหว่างนี้ไปอีกทางหนึ่งด้วย
  • นายเอนก  จีวะรัตน์
  • นายโชคดี ปรโลกานนท์
  • นายโชคดี ปรโลกานนท์
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2556
    นายโชคดี ปรโลกานนท์ทำงานในบทบาทของนักพัฒนาภาคเอกชน ร่วมกับนายนิคม พุทธา เจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ที่เข้ามา ดำเนินงานโครงการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์ชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นายโชคดีปรโลกานนท์ริเริ่มงานพัฒนาในภาคเอกชน ในบทบาทของนักส่งเสริมการเกษตรของโครงการและขณะเดียวกันก็ได้ฟื้นฟูที่ดินของตนเอง สร้างสวนเกษตรกรรมยั่งยืน รูปแบบวนเกษตร โดยได้เรียนรู้จากผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และปราชญ์ชาวบ้านหลายคนจากโอกาสที่ได้นำพาชาวบ้านในโครงการพัฒนาชนบทเพื่อการอนุรักษ์ชุมชนรอบพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไปเรียนรู้ศึกษาดูงาน
  • นายขวัญชัย รักษาพันธ์
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2555
    นายขวัญชัย รักษาพันธ์เป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงามจนเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับจากบุคคลโดยทั่วไป มีความขยันหมั่นเพียร พึ่งตนเอง เสมอต้นเสมอปลาย มีความรับผิดชอบตนเองและผู้อื่น ชอบช่วยเหลือ และขันอาสา สังคมในทุกๆ ด้นที่ทำได้ทำให้ได้รางวัลคนดีที่สมควรยกย่องเชิดชู จากผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับรางวัลเกษตรกรสำนักรักบ้านเกิด จากมูลนิธิรักบ้านเกิด และได้รับประกาศเกียรติคุณ คนดีศรีสังคม จาก ศ.นพ.ประเวศวะสี ประธานโครงการคนดีศรีสังคม
  • นายขวัญชัย รักษาพันธ์
  • นายจันทร์ที ประทุมภา
  • นายจันทร์ที ประทุมภา
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2554
    นายจันทร์ที ประทุมภาเป็นเกษตรกรที่ดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 52 ปี และสามารถเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นได้ จากที่เคยประสบภาวะวิกฤตชีวิต มีหนี้สินจำนวนมาก ต้องขายทรัพย์สินที่มี และนำที่ดินไปจำนอง กระทั่งต้องไปทำงานรับจ้างที่ประเทศมาเลเซีย แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทำงานหนัก และอดออม ภายในระยะเวลา 1 ปี จึงเหลือเงินกลับมาจนสามารถใช้หนี้ และไถ่ถอนที่ดินคืนมาได้ แล้วจึงเริ่มต้นวิถีเกษตรผสมผสานตั้งแต่ปี 2534 ด้วยทุนที่มีเหลืออยู่กับตัว คือ สองมือและอุปกรณ์ข้างกาย ได้แก่ จอบและบุ้งกี๋ ขุดสระน้ำด้วยแรงงานที่มีในครัวเรือน จำนวน 4 คน ใช้เวลา 3 เดือน จึงเริ่มเก็บกักน้ำได้ ดำรงตนอย่างสมถะสร้างอาหารไว้กินเองในครอบครัว และใช้แรงงานภายในครอบครัว 6 คน ไม่มีการจ้างแรงงานภายนอก
  • นายผาย สร้อยสระกลาง
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2553
    นายผาย สร้อยสระกลางเป็นบุคคลสำคัญที่ได้ส่งเสริมให้ชุมชนและคนในชุมชนได้ปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ด้วยการทำเป็นตัวอย่างในเรื่องากรทำเกษตรทฤษฎีใหม่ และนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อในชุมชน ทำให้คนในชุมชนได้รู้จักการอุดรูรั่วของตนเอง ค่อยเป็นค่อยไปจากเล็กไปหาใหญ่ มีขันติ วิริยะ สัจจะ ก็จะทำให้งานทุกอย่างสำเร็จ รวมถึงได้ส่งเสริมให้ชุมชนรู้จักการออมน้ำด้วยการขุดสระน้ำด้วยตนเองจนในชุมชนมีสระน้ำเป็นของตัวเองจำนวนกว่า 200 บ่อ จนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
  • นายผาย สร้อยสระกลาง
  • นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม (ถึงแก่กรรม เมื่อปี 2559)
  • นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม (ถึงแก่กรรม เมื่อปี 2559)
    ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2552
    นายวิบูรย์ เข็มเฉลิมผู้นำวิถีชีวิตเกษตรพึ่งตนเองในอดีตได้เข้ามาเป็นแรงงานเด็กในเมือง ฉะเชิงเทรา พยายามเรียนจนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างปี พ.ศ. 2504-2524 นายวิบูรณ์ เข็มเฉลิมทำการเกษตรเชิงธุรกิจจนทำให้เกิดหนี้สินจำนนวนมาก ซึ่งเกษตรเชิงธุรกิจเป็นระบบที่ใช้การลงทุนด้วยเงินทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ การจ้างแรงงาน ซื้อพันธุ์ไถดิน เตรียมดิน ถางหญ้า ให้ปุ๋ย ให้สารเคมี แม้กระทั่งจะต้องจ้างแรงงานขนย้ายเพื่อนำไปขาย ทำให้ในปี 2504 ถูกธนาคารฟ้องร้องและบังคับให้ขายที่ดิน 200-300 ไร่ เพื่อนำไปใช้หนี้สิน จึงทำให้นายวิบูรณ์ เข็มเฉลิม เหลือที่ดินประมาณ 10 ไร่ และต่อมาได้เปลี่ยนวิถีชิวิตจากการเกษตรเชิงธุรกิจ มาสู่การเกษตรแบบพึ่งตนเอง บนที่ดินที่เหลืออยู่ ซึ่งนายวิบูรย์ ทำการเกษตรบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ และการเรียนรู้ที่ถูกต้อง สามารถเข้าใจทรัพยากร และจัดการเป็น ทำให้ไม่มีหนี้สิน และไม่เดือนร้อนไม่ว่าจะมีเงินมากน้อย เนื่องจากมีพออยู่พอกิน และไม่สร้างภาระให้กลายเป็นหนี้สินขึ้นมาอีก ซึ่งนายวิบูรณ์ มองว่า ปัญหาที่เกิดวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของจำนวนที่ดินที่มีมากหรือน้อย หรือต้องทำอะไรจำนวนมากๆ แต่ปัญหาสำคัญที่เกิดคือไม่สามารถบริหารจัดการได้